ผู้ประกอบการโวย "บีโอไอ" เตรียมเรียกเซอร์ชาร์จ 34 % สินค้าเหล็กจ่อขึ้นราคา
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 นายเบญจพงษ์ โล่ชิตกุล ประธานชมรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ นายวิสิทธิ์ กิตติวรระนกุล อุปนายกสมาคมโลหะไทย และ ดร.ฐิติพงศ์ นวเลิศพร สมาชิกชมรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ พร้อมกลุ่มสมาชิกผู้ประกอบการและผู้ผลิต 20 ราย ร่วมยืนหนังสือขอคัดค้านการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มพิเศษ (Surcharge) 34 เปอร์เซ็นต์ กับ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้สินค้าเหล็กลวดมีราคาสูงขึ้นมาก ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ด้าน นายเบญจพงษ์ โล่ชิตกุล ประธานชมรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ กล่าวว่า บอร์ดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI มีมติอนุมัติให้ใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ 34 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเก็บภาษีดังกล่าวแล้ว ผู้นำเข้าจะไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น ผู้นำเข้าจะได้รับความเสียหายทันที เนื่องจากการซื้อสินค้าต้องใช้ระยะเวลา 2 ถึง 3 เดือน สินค้าถึงจะมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานคร ดังนั้นถ้าต้องเสีย 34 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้บริษัทเสียหาย และขาดทุน จนต้องปิดกิจการไปในที่สุด และเป็นเหตุให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาสูงขึ้น เนื่องจากภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ย่อมถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
ส่วน ดร.ฐิติพงศ์ นวเลิศพร สมาชิกชมรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ กล่าวว่า หาก BOI เรียกเก็บขึ้นค่าธรรมเนียมเพิ่มพิเศษ 34% จากเกิดผลกระทบต่อสินค้าที่ใช้เหล็กและลวดทุกประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ทำให้ราคาสูงขึ้น จนกระทั่ง เกิดการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำ โดยเฉพาะจากประเทศจีนและประเทศในกลุ่ม AEC ซึ่งสามารถส่งสินค้าหลายรายการเข้าประเทศไทยได้โดยปลอดภาษี
ซึ่งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในตลอดต่างประเทศของอุตสาหกรรมไทยลดลง ผู้ผลิตจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME จำนวนมาก อาจต้องปิดตัวลง และแรงงานหลายแสนคนอาจต้องตกงานตามมา
ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการ และผู้ผลิตโลหะและเหล็ก ได้ยืนหนังสือคัดค้านมาแล้ว 3 ครั้ง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้ง กรมการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมติอนุมัติให้ใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) เหล็ก และให้ความเป็นธรรมยุติการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมพิเศษ 34 เปอร์เซ็นต์ในครั้งนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กลับเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น.









