วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (20 ก.ค.58)

ยังมีความกังวลจากสหรัฐ

คาด SET จะปรับตัวลงวันนี้ จากข่าวเชิงลบภายในประเทศและเพิ่มแรงกดดันจากความกังวลที่มีต่อต่างประเทศ ภายในประเทศ องค์กรการบินพลเรือนของสหรัฐกำหนดเงื่อนเวลาในการแก้ปัญหาสายการบินของไทยส่งผลลบต่อกลุ่มการบินและการท่องเที่ยวในภาพรวม ในต่างประเทศ ผลจากคาดการณ์ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้และพื้นฐานของสหรัฐยังมีความอ่อนแอแฝงอยู่ยังส่งผลทั้งบวกและลบต่อมุมมองนักลงทุน ทั้งนี้ คาดว่าตลาดได้รับรู้การแก้ปัญหาวิกฤติหนี้กรีซแล้วและผลเชิงบวกที่ต่อเนื่องจากดีลการแก้ปัญหาหนี้กรีซจะเริ่มเป็นไปอย่างจำกัด

หุ้นเด่นวันนี้: LPN (ราคาปิด 18.10 บาท, NR, Bloomberg 15 TP BT 20.82 บาท)

มองเผินๆ บมจ.แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเมนต์ ยอดขายและกำไร ต.ค. 11.2% และ 13.2% ตามลำดับในช่วงปี 2013-14 อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่นั้นบริษัทได้ดำเนินความพยายามขยายธุรกิจให้เช่า และรับจ้างบริหารอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ธุรกิจทั้งสองขยายตัวดีทีเดียวแม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวลง เช่นในปัจจุบัน ในปี 2014 รายรับจากธุรกิจให้เช่านี้ ขยายตัว 18.9% ในขณะที่ธุรกิจรับจ้างบริหารฯ ขยายตัว 14.4% ในไตรมาส 1/58 รายรับจากการให้เช่าเพิ่มขึ้น 4.1% และรายรับจากการรับจ้างบริหารขยายตัว 12.8% โดยที่สัดส่วนของกำไรในธุรกิจทั้งสองขยายตัวขึ้นจาก 5.2% เป็น 6.7% ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และค่าเงินบาทที่อ่อนน่าจะช่วยเพิ่มอุปสงค์ของอสังหาริมทรัพย์ ทั้งจากในและจากต่างชาติ เห็นได้จากโครงการทาวเฮ้าส์ พระราม 2 ขายหมดไปแล้ว 70% จากการสำรวจของ Bloomberg นักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยคาดว่ากำไรต่อหุ้นของ LPN จะเติบโต 38.3% ในปีนี้ ชะลอลงเป็นขยายตัว 9.1% ในปี 2016 ในทางเทคนิเคิล ได้เกิดสัญญาณซื้อในรายวันเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ว่า LPN กำลังจะปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ความแข็งแกร่งของหุ้นจะยิ่งถูกเน้นย้ำ หากในปลายสัปดาห์ วันศุกร์ LPN สามารถปิดเหนือ 18.20 ซึ่งหมายความว่าจะเกิดสัญญาณซื้อในรายสัปดาห์ ถ้าเป็นเช่นนั้น LPN จะขึ้นไปทดสอบ 19.60 (แนวต้าน: 18.20, 18.30, 18.60; แนวรับ 18.00, 17.90, 17.60)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• FAA ให้เวลาไทย 65 วัน กรมการบินพลเรือนสหรัฐอเมริกา (FAA) ให้เวลาไทย 65 วันในการจัดการข้อบกพร่องเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน มิฉะนั้น สายการบินสัญชาติไทยอาจไม่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าอเมริกา (Bangkok Post)

• นักท่องเที่ยวจีนยังนิยมมาไทย จากการสำรวจการจองที่พักผ่านเวบไชต์ Hotels.com จากนักท่องเที่ยว 3,000 คนและ ผู้จัดการโรงแรม 1,500 คน ในเดือน พ.ค. พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 9 จากประเทศยอดนิยม 10 อันดับแรก ผลการสำรวจยังคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจถึง 174 พันล้านคน ภายในสี่ปี และมีการใช้จ่ายจำนวน 264 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (Bangkok Post)

• ความแห้งแล้งบีบคั้นชาวนา จากปัญหาน้ำแล้งส่งผลให้ชาวนากำลังสูญเสียรายได้และเผชิญกับความยากลำบากในการจัดการเพดานหนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่าจำนวนชาวนาที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและส่งผลให้มีจำนวนผู้กู้ยืมนอกระบบเพิ่มมากขึ้น (Bangkok Post)

• การจัดเก็บภาษีจะเข้มงวดขึ้นในปีหน้า รมว.การคลังกล่าวว่ามาตราการอุดรูรั่วในการจัดเก็บภาษีและการหลีกเลี่ยงภาษีจะถูกบังคับใช้ปี 59 เพื่อเพิ่มรายได้ภาษีอย่างน้อย 10% ของ 200 พันลบ.ต่อปี มาตราการจะรวมถึงการกระตุ้นเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่ถือบัญชีเดียวและธุรกิจที่มียอดขายกว่า 1.8 ลบ. ให้เข้าสู่ระบบ VAT เพื่อชำระภาษีได้ง่ายยิ่งขึ้น (Bangkok Post)

• KBANK รายงานผลประกอบการไตรมาศ 2/58 ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.4% QoQและ 2.2% YoY (SET)

• TMB รายงานผลประกอบการไตรมาศ 2/58 ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.0% QoQแต่ลดลง 13.9% YoY (SET)

ต่างประเทศ:

• สภาเยอรมนีลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้เปิดการเจรจาเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่กรีซเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่จำนวนหนึ่งก็ตาม มีสมาชิกสภาฯ จำนวน 439 รายสนับสนุนการเจรจารอบใหม่เพื่อช่วยเหลือกรีซซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 8.6 หมื่นล้านยูโร (9.4 หมื่นล้านดอลลาร์) มีผู้ออกเสียงคัดค้าน 119 ราย และงดออกเสียง 40 ราย (Reuters)

• การเจรจาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซ ประธานสหภาพยุโรป Valdi Dombrovskis กล่าวว่าเขาหวังว่าจะสามารถเจรจาตกลงกับกรีซเกี่ยวกับแผนช่วยเหลือกรีซภายใน 2-3 สัปดาห์และพูดเสริมว่าการปรับโครงสร้างนี้จะเป็นหนึ่งในเนื้อหารของการเจรจาดังกล่าว (Reuters)

• ธนาคารของกรีซจะกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์นี้ เป็นครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์แต่ยังมีการจำกัดเกี่ยวกับการถอนเงินอยู่ การที่ธนาคารกลับมาเปิดทำการใหม่และการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารในภัตตาคารและขนส่งสาธารณะโดยมีผลตั้งแต่วันจันทร์นี้มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ ชาวกรีซจะสามารถถอนเงินได้สัปดาห์ละ 420 ยูโรแทนการถอนได้วันละ 60 ยูโร แต่ยังมีการควบคุมเงินทุนอยู่ (Reuters)

• ประธานาธิบดีสหรัฐ นายบารัค โอบามา ได้ยื่นข้อตกลงเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านให้แก่รัฐสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายโอบามาได้ให้คำมั่นว่าจะใช้อำนาจยับยั้งมติคัดค้านหากรัฐสภาไม่รับข้อตกลงดังกล่าวซึ่งช่วยระงับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านและเป็นการผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีกด้วย หากจะคัดค้านจะต้องใช้เสียง 2ใน 3 ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดบวกแต่ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลงเมื่อวันศุกร์ การปรับตัวขึ้นของหุ้น Google มีผลให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สองในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานที่อ่อนตัวลงมีผลต่อดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ราคาหุ้น Google พุ่งขึ้นปิดที่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 699.62 ดอลลาร์ หลังจากรายงานการเติบโตของรายรับจากค่าโฆษณาอันแข็งแกร่ง ราคาหุ้น Facebook กระโดดสู่ระดับสูงสุดที่ 94.97 ดอลลาร์ โดยมีความหวังว่าจะสามารถสะท้อนอัตราการเติบโตของรายรับจากค่าโฆษณาเช่นเดียวกับ Google (Reuters)

• คาดว่าบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐจะประกาศยอดขายต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปีในไตรมาส 2/58เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากประมาณการของ Thomson Reuters มีการคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 2.9% อย่างไรก็ตาม มีบางบริษัทที่ประกาศผลประกอบการผิดจากความคาดหมาย (Reuters)

• เงินเฟ้อที่สูงขึ้นและตัวเลขการซื้อบ้านใหม่เสริมความคาดหวังว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในสิ้นปีนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค. การเพิ่มขึ้นในเดือนก่อนผลักดันให้อัตราการเติบโตของดัชนีดังกล่าวอยู่ในแดนบวกเป็นครั้งแรกนับแต่เดือนธ.ค. ปีก่อน ตัวเลขการซื้อบ้านใหม่พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งทำลายสถิติสู่ระดับ 1.17 ล้านหน่วยในเดือนมิ.ย. จำนวนบ้านที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเพิ่มขึ้น 7.4% อยู่ที่ 1.34 ล้านหน่วยซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับแต่เดือนก.ค. 50 (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์อ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาความคาดหวังต่อสถานการณ์กรีซหนุนให้ตลาดฟื้นตัวสูงขึ้น และดูเหมือนแรงส่งดังกล่าวจะเริ่มผ่อนคลายลง ประกอบกับแรงกกดดันจากการปรับตัวลดลงของราคาหุ้น Volvo(Reuters)

เอเชีย:

• ตลาดหุ้นจีนมีทีท่าจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนุนจากการการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์และกองทุนรวมทั้งหลาย โดยดัชนี CSI300 ปรับตัวสูงขึ้น 1.1% ในรายสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ เช่นเดียวกับดัชนี Shanghai Composite ที่ปรับตัวสูงขึ้น 2.1%(Reuters)

• ราคาบ้านในจีนเดือน มิ.ย. เพิ่มสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยสูงขึ้น 0.4% MoMและต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. ที่สูงขึ้น 0.2% แต่ลดลง 4.9% YoY เทียบเดือน พ.ค. ที่ลดลง 5.7% YoY ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะกระตุ้นภาคที่อยู่อาศัยเริ่มมีผลมากขึ้น (Reuters)

• ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าแพงที่สุด อิงจากอัตราส่วน PE ในปีนี้ ซึ่งคำนวณและรวบรวมโดย Reuters พบว่า PER ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปีนี้อยู่ที่ 20.88 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ที่ถือว่าแพงที่สุดในเอเชียแปซิฟิคซึ่งอยู่ที่ 21.04 เท่า ขณะที่ PER ในปี 2559 ของตลาดญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์อยู่ที่ 19.66 เท่า และ 20.17 เท่าตามลำดับ นอกจากนี้ในเชิง PBV ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพบว่ากำลังจะสูงกว่าดัชนี MSCI Asia ex-Japan เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2549 (Reuters)

• ตลาดการเงินในญี่ปุ่นวันนี้ปิดทำการเนื่องในวันแห่งทะเล (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบ Brent ฟื้นตัวสูงขึ้น สวนทางราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสหรัฐฯ ที่ลดลง กดดันจากประเด็นการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบได้อีกครั้งของอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 0.18 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากวันก่อนหน้ามาอยู่ที่ 57.10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นราว 3% และ 10% ในรายสัปดาห์และรายเดือนตามลำดับ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ส่งมอบเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลง 0.02 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 50.89 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงมากกว่า 3% จากสัปดาห์ก่อนและลดลงมากกว่า 14% สำหรับในเดือน ก.ค. (Reuters)

• ราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี กดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ และจากที่จีนซื้อทองคำน้อยกว่าคาดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวลดลง 1% จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,133.13 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นการลดลง 2.6% จากสัปดาห์ก่อน ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา (Reuters)