วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (10 ก.ค.58)

หุ้นจีนหยุดร่วงหนุนตลาด

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ ตามตลาดหุ้นทั่วโลกและในภูมิภาคที่คลายความวิตกเกี่ยวแก่ตลาดหุ้นจีนหลังมาตรการทางการเริ่มเห็นผล ตลาดหุ้นจีนเมื่อวานบวกกว่า 6% ปัจจัยดังกล่าวน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบในประเทศไม่ว่าจะเป็นความวิตกเกี่ยวแก่เศรษฐกิจในประเทศของ TDRI ตลอดจนเรื่องผลผลิตอ้อยและน้ำตาลรวมถึงภัยแล้ง

หุ้นเด่นวันนี้ :   INTUCH (ราคาปิด 80.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS ปี 58 105.00 บาท; ราคาเป้าหมาย Bloomberg ปี 58 94.17 บาท)

เราเลือก INTUCH เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เนื่องจากเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด นอกจากนี้หากเทียบบริษัทจดทะเบียนใน SET ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด 15 อันดับแรกพบว่า INTUCH ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุด และคาดว่าปีนี้ผลตอบแทนจะอยู่ที่ระดับ 6.1% บนราคาหุ้นปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเหมาะกับการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนในปัจจุบัน โดยกระแสเงินสดสำหรับเงินปันผลจ่ายดังกล่าวหลักๆ มาจาก THCOM และ ADVANC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม โดยสำหรับ THCOM จัดว่าเป็นบริษัทที่มีการเติบโตสูงนับตั้งแต่ปี 2555 และเป็นผู้นำในการให้บริการสัญญาณดาวเทียม ซึ่ง THCOM กำลังจะเริ่มรับรู้ผลกำไรจากดาวเทียมไทยคมดวงใหม่ พร้อมๆ ไปกับความต้องการใช้สัญญาณดาวเทียมที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ ADVANC จัดว่าเป็นผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์รายใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีการจ่ายปันผลให้กับ INTUCH อย่างสม่ำเสมอในแต่ละปี นอกจากนี้การประมูล 4G ล่าสุดที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นและน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้จะช่วยปลดล็อกและสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญครั้งใหม่ให้กับ ADVANC จากเดิมที่บริษัทมีคลื่น 2.1 GHz เพียงคลื่นเดียว ขณะที่ในส่วนของ Pattern ของกราฟราคาหุ้น INTUCH พบว่ากำลังกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ได้อย่างแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่การปรับฐานระยะสั้นได้จบสิ้นไปแล้ว และได้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้หาก Price Pattern ของ INTUCH สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ได้เหนือ 78.25 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ INTUCH คาดว่ามีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 80.50 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 84.50 บาท ตามลำดับ (แนวต้าน: 80.50, 81.25, 82.50; แนวรับ: 79.50, 78.75, 77.50)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• TDRI กังวลเศรษฐกิจไทยTDRI-สถาบันเพื่อการพัฒนาและวิจัยแห่งประเทศไทย คาดประมาณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.75-3.25% โดยมองว่าทุกองค์ประกอบยังขยายตัวต่ำ ตัวผลักดันหลักยังคงเป็นการลงทุนภาครัฐ ซึ่งขึ้นกับการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลว่าจะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ และรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรจากภาวะภัยแล้งได้หรือไม่ ในขณะที่การท่องเที่ยวคิดเป็น 10% ของ GDP ไม่อาจชดเชยองค์ประกอบอื่นที่ชะลอตัวอยู่(Bangkok Post)

• ทางการไทยกังวลเศรษฐกิจจีน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงความกังวลผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และตลาดหุ้นจีนร่วงแรงว่าจะทำให้ การผลิตของจีนชะลอลงไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการสั่งวัตถุดิบจากไทย การส่งออกไปจีนของไทยคิดเป็น 13% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย(Bangkok Post)

• ทางการไทยเชื่อมั่นไทยผ่านการตรวจสอบด้านการบินจากสหรัฐ ชุดผู้เชี่ยวชาญร่วมเอกชน-รัฐบาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน คาดว่าการตรวจสอบขององค์กรด้านการบินกลางของสหรัฐ (FAA) ในช่วง 13-19 ก.ค. จะเป็นที่น่าพอใจ หากมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจากรายชื่อประเภท 1 เป็นประเภท 2 จะทำให้มีการจำกัดการบินของไทยในหลายด้านทันที (Bangkok Post)

• ผลผลิตน้ำตาลอาจกระทบกระเทือนจากภาวะภัยแล้ง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล คาดประมาณผลผลิตอ้อนในฤดูกาลผลิต 2015-16 (พ.ย.15 – เม.ย.16) ที่ 111 ล้านต้น แต่ผู้ผลิตเอกชนมองว่าภาวะภัยแล้งจะทำให้ผลผลิตอ้อยอยู่ที่ประมาณ80ล้านต้นเท่านั้น

ต่างประเทศ:

• รัฐมนตรีคลังในเขตยูโรจะจัดการประชุมฉุกเฉินในวันเสาร์นี้ เวลา 13.00 น. (GMT) ที่กรุงบรัสเซลล์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับข้อเสนอของกรีซ ส่วนการประชุมผู้นำสูงสุด 19 รายในเขตยูโรจะเริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น. (GMT) และตามด้วยการประชุมเหล่าผู้นำจาก 28 ชาติสหภาพยุโรปในเวลา 16.00 น.(GMT) รัฐสภาของแต่ละชาติจะต้องให้สัตยาบันต่อมติที่ประชุมของเหล่าผู้นำยุโรปเพื่อช่วยกรีซหากสามารถบรรลุข้อตกลงในวันอาทิตย์นี้ในภายหลัง (Reuters)

• กรีซยื่นข้อเสนอฉบับใหม่เมื่อวันพฤหัส ซึ่งระบุถึงมาตรการปฏิรูปเพื่อแลกกับความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ต่อนายเจอโรน ดิจเซลโบลม ประธานกลุ่มรัฐมนตรีคลังของยูโรโซน มาตรการปฏิรูปที่กรีซเสนอรวมถึงการขึ้นภาษีบริษัทเดินเรือ การยกเลิกการยกเว้นภาษีของหมู่เกาะต่างๆ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มร้านอาหารและกำหนดตารางเวลาสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลกรีซจะขอให้รัฐสภากรีซลงมติอนุมัติข้อเสนอดังกล่าวในวันนี้ (Reuters)

• ไอเอ็มเอฟ: หากกรีซออกจากกลุ่มยูโรจะมีผลไม่มาก นายโอลิเวียร์ แบรนชาร์ด นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของไอเอ็มเอฟกล่าวว่ากรีซเป็นส่วนเล็กๆ ของเศรษฐกิจโลกและหากกรีซต้องออกจากเขตยูโรก็จะไม่มีผลมากต่อประเทศอื่นๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ได้ (Reuters)

• เงินเยน ยูโรอ่อนค่าลงในขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นหลังจากตลาดหุ้นจีนได้ดีดกลับเมื่อวันพฤหัส ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.49% เทียบกันเงินเยนที่ 121.29 เยน และดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับสวิสฟรังก์ 0.3% ที่ 0.9484 ฟรังก์ ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลง 0.4% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ 1.1030 ดอลลาร์ (Reuters)

สหรัฐ:

• หุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น หลังจากการดำเนินความพยายามของทางการจีนที่จะหยุดยั้งการร่วงลงของหุ้นจีนประสบผลสำเร็จเมื่อวานโดยหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% อย่างไรก็ตามหุ้น APPLE สวนกระแสปรับตัวลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันจากความกังวลว่าชาวจีนจะมีเงินซื้อ iPhone น้อยลง(Reuters)

• นักลงทุนรอฟังคำกล่าวของประธาน Fed เจเน็ต เยลเล็น วันนี้ว่าจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด (Reuters)

• ตลาด NYSE แถลงการหยุดการซื้อขาย 4 ชั่วโมงในวันพุธเกิดจากปัญหาทางเทคนิค อันเกิดจากการเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์บางส่วน NYSE คิดเป็น 13% ของการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของสหรัฐในเดือน มิ.ย.(Reuters)

• ผลประกอบการไตรมาส 2 ของสหรัฐกำลังจะออกมาในสัปดาห์หน้า เริ่มโดยกลุ่มธนาคาร(Reuters)


ยุโรป:

• หุ้นยุโรปบวกมากกว่า 2% หลังจากนายกกรีซ ไซปราส ได้จัดส่งข้อเสนอการปฏิรูปใหม่ให้แก่ทางยุโรปกรุ๊ปแล้ว โดยมีการปรับภาษีเพิ่มหลายกรณี รวมทั้งการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของฝ่ายเจ้าหนี้ (Reuters)


เอเชีย:

• ดัชนีหุ้นจีนขนาดใหญ่ (CSI 300) พุ่งขึ้น 6.4% ในวันพฤหัส ชดเชยการปรับลงเท่าๆกันในวันพุธ ทางการจีนมีคำสั่งห้ามผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นมากกว่า 5% ขายหุ้นที่ถืออยู่ใน 6 เดือนข้างหน้า (Reuters)

• หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นมากที่สุดในเอเซียแปซิฟิกในปีนี้ ในรูปตัวเงินดอลลาร์ ตามด้วยเวียดนาม และปากีสถาน โดยที่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ติดลบ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ความกังวลต่อจีนที่ผ่อนคลายลงหนุนราคาทองคำล่าสุดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากจีนถือเป็นผู้ซื้อโลหะมีค่ารายใหญ่ของโลก โดยความกังวลผ่อนคลายลงไปหลังจากที่ตลาดหุ้นจีนสามารถกลับมาฟื้นตัวสูงขึ้น โดยราคาทองคำตลาดจรในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 1.30 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์มาอยู่ที่ 1,159.15 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ หลังจากที่ได้ร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,146.75 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ (Reuters)

• ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันพฤหัสบดีฟื้นตัวสูงขึ้นตามตลาดหุ้นจีน ประกอบกับการเจรจาประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวสูงขึ้น 1.13 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (+2.2%) มาอยู่ที่ 52.78 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น 1.56 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (+2.7%) มาอยู่ที่ 58.61 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (Reuters)