กำไรที่แข็งแกร่งจะเริ่มเปล่งประกาย
ธุรกิจการค้าจะช่วยเร่งกำไรในไตรมาสที่ 2/58 ส่วนงาน EPC ของโครงการแสงอาทิตย์จะช่วยหนุนกำไรไตรมาสที่ 3/58 ให้เพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้: ข้อมูลที่ได้จาก GUNKUL ในงาน Opportunity Day เมื่อวานนี้อยู่ในเชิงบวก โดยผู้บริหารคาดว่าตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 4.9 พันล้านบาท (+66% yoy) ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการของเราที่ 5.0 พันล้านบาท โดยคาดว่ารายได้ในไตรมาสที่ 2/58 จะแข็งแกร่งอยู่ที่ 670 ล้านบาท (+219% qoq) จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจการค้าหลังจากที่ กฟภ. เลื่อนการจัดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าในไตรมาสที่ 1/58 ออกไป และบริษัทก็คาดว่ารายได้ปีนี้จะสูงสุดในไตรมาสที่ 3/58 อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (+272% qoq) จากงาน EPC ของโครงการแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บริษัทมี backlog งาน EPC ขนาด 95 MW (มูลค่า 3.0-3.5 พันล้านบาท) ซึ่งมีกำหนดเสร็จภายในเดือนธันวาคม เราคาดว่ากำไรจากการดำเนินธุรกิจหลักในปี 2558 จะเพิ่มขึ้น 29% YoY เป็น 706 ล้านบาท
เตรียมซื้อกิจการโครงการแสงอาทิตย์สองแห่งในญี่ปุ่นกำลังการผลิตรวม 73 MW : GUNKUL กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการเข้าซื้อกิจการโครงการแสงอาทิตย์สองแห่งในญี่ปุ่น (34 MW และ 39 MW) ซึ่งกระบวนการเดินหน้าไปแล้วประมาณ 40%-50% ทางบริษัทคาดว่าจะสามารถนำแผนนี้เสนอต่อผู้ถือหุ้นได้ในเดือนสิงหาคม โดยโครงการทั้งสองจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ราคาเป้าหมายของเราอีก 4.4 บาท/หุ้น (DCF, WACC 3.1%)
กำลังอยู่ระหว่างการซื้อหุ้นโครงการแสงอาทิตย์ (58 MW) : ผู้บริหารยืนยันในงานเมื่อวานนี้ว่ากำลังอยู่ระหว่างการเข้าโครงการแสงอาทิตย์กำลังการผลิตรวม 58 MW จากพันธมิตร ซึ่งจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2.6 บาท/หุ้น ซึ่งเราได้รวมเข้าไว้ในการประเมินมูลค่าหุ้นของเราแล้ว นอกจากนี้ บริษัทก็กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อโครงการแสงอาทิตย์กำลังการผลิตรวม 20 MW ด้วย ซึ่งหากสำเร็จเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับราคาเป้าหมายของเราอีก 0.9 บาท/หุ้น (DCF, WACC 5.6%)
คงคำแนะนำให้ซื้อ และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 28.25 บาท : เรายังคงแนะนำให้ “ซื้อ” GUNKUL เนื่องจากเราเชื่อว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 1/58 จะต่ำที่สุดในปีนี้ และจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ 2/58 และ 3/58 เราคาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโต 52% CAGR (2558-2560) และยังมี upside จากโครงการแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นสองแห่ง (73 MW) และจากโครงการแสงอาทิตย์ในประเทศไทย (20 MW) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าราคาเป้าหมายของเราอีก 4.4 บาท/หุ้น และ 0.9 บาท/หุ้นตามลำดับ









