กมธ.พลังงานสนช.ชงรัฐ ตั้งคณะทำงานศึกษาการปิโตรเลียมทั้งระบบ พร้อมให้ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมออกไปก่อน
ที่รัฐสภา พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน (กมธ.)สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมด้วยพล.ท.อำพล ชูประทุม และคณะ แถลงเกี่ยวกับผลการศึกษาปัญหาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยพล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสนช.ได้ให้ความเห็นชอบกับรายงานของกมธ.ฯ ซึ่งได้มีการส่งรายงานไปยังรัฐบาล เพื่อนำประกอบการพิจารณา
โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยการศึกษาของกมธ.เห็นว่า รัฐบาลความมีการปรับปรุงแก้ไขกฏหมายทั้ง 2 ฉบับให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขให้มีรูปแบบการบริการจัดการปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงระบบเดียว ให้มีระบบแบ่งปันผลผลิต ระบบการจ้างที่เปิดกว้างขึ้น การตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อมาดูแล ควบคุม บริหารสัญญารูปแบบต่างๆ รวมทั้งการปรับปรุงการเก็บภาษีที่ได้จากกิจการปิโตรเลียม เท่าที่ทราบขณะนี้รัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
พล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า ส่วนการเก็บภาษีจากกิจการปิโตรเลียมนั้น กมธ.เห็นว่า ต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับรูปแบบของการให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในกิจการปิโตรเลียม โดยในส่วนของการเก็บค่าภาคหลวงและผลตอบแทนพิเศษ นั้นมี 9 ประเด็น เช่น สถานที่ใช้กำหนดหน้าที่ในการเสียค่าภาคหลวง ความรับผิดของผู้รับสัมปทานและผู้ร่วมประกอบกิจการฯ เป็นต้น ส่วนภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น มี 15 ประเด็น เช่น วิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชร การหักค่าใช้จ่าย การยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ เป็นต้น นอกจากนี้รัฐบาลต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชนด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า กมธ.พลังงาน เสนอให้รัฐบาลชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมออกไปก่อนจนกว่าจะมีการแก้ไขกฏหมายทั้ง 2 ฉบับให้เสร็จ อีกทั้งเพื่อลดกระแสการต่อต้านของมวลชนบางกลุ่ม แม้ว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปิดสัมปทานรอบที่ 21เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน แต่หากต้องเปิดจริงๆก็น่าจะเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพและขีดความสามารถที่พอเพียง 4-5 แปลงเท่านั้นจากจำนวน 29 แปลง ซึ่งเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังมีเวลาตัดสินใจจนถึงปี 2559 ซึ่งเป็นเดทไลน์ แต่ถ้าพิจารณาเร็วเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น เพราะการลงทุนกว่าจะมีผลหรือรายได้ต้องใช้เวลานาน
ที่สำคัญขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนอะไร รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคประชาชน และเอกชน เพื่อศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ รูปแบบการให้สัมปทานทั้ง ระบบการให้สัมปทาน ระบบแบ่งบันผลผลิต และระบบการจ้าง ซึ่งแต่ละรูปนั้นต้องดูว่า มีความเหมาะสมกับแปลงปิโตรเลียมแปลงใดบ้าง เพราะแต่ละแปลงนั้นมีศักยภาพไม่เหมือนกัน









