สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (30 เม.ย. - 6 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวลง โดย DJIA -1.1%, CAC ฝรั่งเศส -1.2%, DAX -0.7% และ FTSE -0.2% ความกังวลต่อราคาหุ้นหลังประธานเฟดออกมาเตือนว่า ราคาหุ้นในตลาดที่พุ่งสูงในขณะนี้จะทำให้เกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาเชิงลบในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดุลการค้าเดือนมี.ค.ขาดดุล US$5.14 หมื่นล้าน สูงกว่าที่ตลาดคาดขาดดุล US$4.2 หมื่นล้าน และเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล US$3.59 หมื่นล้าน
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (30 เม.ย. - 6 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 5.5% จากแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลต่อการเข้า IPO ของหุ้นใหม่ อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากหุ้นเดิม นำโดยการปรับตัวลงของกลุ่มสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมที่ขยับขึ้นเด่นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงลบดัชนี HSBC PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 48.9 จุด ในเดือน เม.ย.ลดลงจากเดือนก่อน 49.2 จุดและต่ำกว่าตลาดคาด 49.4 จุด
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 เม.ย. - 6 พ.ค. 2558)
SET INDEX ปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ อย่างธนาคาร / อสังหาฯ ยังคงโดนขายลดน้ำหนักต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มพลังงาน / ปิโตรเคมี ช่วยประคองตลาด ปิดที่ระดับ 1,519.88 จุด ลดลง 2.59 จุด หรือ -0.17% ณ วันที่ 6 พ.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (8 - 14 พ.ค. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 พร้อมประเมิน SET INDEX จะปรับฐานลงสู่แนว 1,480 จุด +/- จากการปรับลดพอร์ตการลงทุนของสถาบันการเงินภายในประเทศ แม้ว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 1Q58 ของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาใกล้เคียงคาด หรือ ดีกว่าคาด รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่แข็งแกร่ง ก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว การใช้จ่ายของภาครัฐที่ล่าช้า ทำให้โมเมนตัมของการลงทุนได้รับแรงกดดัน ดังนั้นภาพรวมของการลงทุนในสัปดาห์หน้า จึงเป็นการซึมตัวลงสู่แนวรับสำคัญ 1,480 จุด +/- น่าจะเกิด Technical rebound แบบอ่อนๆ ได้ แต่ด่าน 1,500-1,520 จุด ยังไม่น่าจะผ่านได้ ยกเว้น บลจ.เริ่มทยอยประกาศขาย IPO กองทุนทริกเกอร์ฟันด์กันอีกระลอก ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาผลักดันหุ้นรายตัว
ภาพการลงทุนข้างต้น เป็นสิ่งที่เราประเมินไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เพียงแต่แรงกดดันด้านจิตวิทยาการลงทุน “Sell in May and Go Away” ของตลาดหุ้นทั่วโลก จะคอยกดดันการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ค. ทั้งนี้นักลงทุนควรติดตามสถานะของสถาบันภายในประเทศเป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ซื้อสุทธิสะสมหนาแน่นที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2558 หากปรับพอร์ตเสร็จ downside risk ของตลาดหุ้นไทยก็จะเริ่มจำกัด
จากภาพรวมของปัจจัยสำคัญข้างต้น กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” หรือลักษณะ Trading เช่นเดิม โดยเน้นเลือกเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q58 จะเติบโตเด่น
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. การทยอยประกาศงบ 1Q58 ของบริษัทจดทะเบียนตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการประกาศงบการเงินรอบนี้ จับตาหุ้นหลัก อย่าง ADVANC / PTTGC / TASCO / TRUE / PTT เป็นต้น
2. ติดตามการเจรจาระหว่างกรีซ และ รมว.คลังอียู วันที่ 11 พ.ค. หากได้ข้อสรุปการรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ หนี้ที่ครบกำหนดวันที่ 12 พ.ค. มูลค่า 700 ล้านยูโร กรีซก็จะมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่ IMF
3. ติดตามผลการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ ว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองหรือไม่
4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ GDP ใน 1Q58 ของอียู, การส่งออก - นำเข้า ของจีน, ภาวะการจ้างงานของสหรัฐฯ และ ดัชนีชี้นำของญี่ปุ่น
-----------------------------------------------
ที่มา...บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ









