วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 30 เมษายน 2558

ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงขึ้น จากปริมาณน้ำมันดิบที่คุชชิ่งปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

+ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น (โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 49) หลังจากที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลง 514,000 บาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกตั้งแต่เดือน พ.ย. 57 เป็นต้นมา เนื่องจากมีความต้องการน้ำมันดิบจากโรงกลั่นน้ำมันเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 24 เม.ย. ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 16 สัปดาห์ โดยปรับเพิ่มชึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 490.91 ล้านบาร์เรล แต่อย่างไรก็ตามปริมาณที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นยังคงน้อยกว่าที่สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐ (API) รายงานที่ 4.2 ล้านบาร์เรล และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 217,000 บาร์เรล ส่วนปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับลดลง 66,000 บาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ทว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล

+ กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลลาซิสแห่งซาอุดิอาระเบีย ทรงปลดเจ้าชายมูกริน พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์ ออกจากตำแหน่งมกุฏราชกุมารและตำแหน่งรองนายกรัฐมาตรีลำดับที่ 1 และได้ทรงแต่งตั้งรองมกุฏราชกุมารมูฮัมหมัด บิน นาเยฟ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาให้ดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมารคนใหม่ โดยการเปลี่ยนมกุฏราชกุมารใหม่นั้นไม่มีผลกระทบต่อนโยบายการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบีย โดยซาอุดิอาระเบียยังคงรักษาระดับการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ และปฏิเสธที่จะเป็นผู้ที่คอยปรับสมดุลระหว่างปริมาณอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก

- ตัวเลขจีดีพีสหรัฐ ไตรมาส 1/58 มีการขยายตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับในไตรมาส 4/57 ที่ระดับ 2.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.0% เนื่องจากเกิดจากการชะลอตัวของการลงทุนของภาคธุรกิจ ประกอบกับตัวเลขการส่งออกที่ปรับลดลงและการลดการใช้จ่ายต่างๆ ของผู้บริโภคจากสภาพอากาศที่เลวร้ายในไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์ของน้ำมันเบนซินจากสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวในสหรัฐ จึงทำให้มีการส่งออกน้ำมันเบนซินจากตะวันออกไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีความต้องการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากประเทศอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังคงคาดการณ์ว่าอุปสงค์ในภูมิภาคจะมีแนวโน้มสูงขึ้นจากความต้องการน้ำมันเบนซินก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลถือศีลอดหรือรอมฏอน (Ramadan) ของศาสนาอิสลามในช่วง มิ.ย.- ก.ค. ของปี

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยตลาดค่อนข้างเงียบเหงา ซึ่งอุปสงค์น้ำมันดีเซลอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่ ประกอบกับมีปริมาณอุปทานเพิ่มมากขึ้นจากการส่งออกของโรงกลั่นน้ำมันใหม่ในตะวันออกกลาง

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 53-58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 60-66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเยเมนว่าเป็นไปในทิศทางใด หลังล่าสุดซาอุดิอาระเบียยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่มกฎบฮูธิในเยเมนต่อ แม้ว่าซาอุดิอาระเบียจะออกมาเผยเมื่อวันอังคารที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมาว่าได้ยุติปฏิบัติการทางทหารในประเทศเยเมนเพื่อต่อต้านกลุ่มกบฏฮูธิแล้ว หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังเกิดการสู้รบในภาคพื้นดินอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มกบฏและกองกำลังที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีของเยเมนซึ่งขณะนี้ได้ลี้ภัยไปยังซาอุดิอาระเบียแล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเยเมน อย่างไรก็ดี แม้ว่าเยเมนจะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันหลัก แต่ตลาดก็มีความกังวลว่าสถานการณ์อาจจะบานปลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันได้ ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบให้อุปทานน้ำมันดิบลดลง และทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นได้

- ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จัดขึ้นในวันที่ 28-29 เม.ย. นี้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) หรือไม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้คงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำที่ร้อยละ 0 - 0.25 มานานกว่า 6 ปี หากเฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับลดลงได้

- จับตาธนาคารกลางจีนว่าจะมีการออกมาตรการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองสำหรับธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากมีการปรับลดไปแล้ว 1% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ธนาคารกลางได้ปรับลดไปแล้ว 0.5% เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับลดอัตรา RRR ลงอีกภายในปีนี้ เนื่องจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจหลังจากที่มีการลดอัตรา RRR ว่าจะมีเสถียรภาพดีขึ้นหรือไม่ ถ้าหากเศรษฐกิจยังไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ธนาคารกลางจีนก็อาจจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่นเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันหลักของโลก ดังนั้นหากเศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้ก็จะทำให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น

                                                    -----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999