SET sideway รอฟังกนง.ตัดสินใจ
SET View
- แนวโน้มวันนี้มองSidewaydown กรอบ 1,520 – 1,540 จุด
แนวโน้ม SET วันนี้มีโอกาส Sideway ทางขาลง โดยประเด็นสำคัญที่นักลงทุน จับจ้องจะเป็นการประชุม กนง. โดยในช่วงเช้าเราคาดว่า SET มีโอกาสชะลอตัวก่อนรับผลการประชุมในตอนบ่าย ซึ่งฝ่ายกลยุทธ์ประเมินแนวทางของ SET เป็น 2 กรณี คือ 1) หาก กนง.ยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมที่ 1.75% เราคาดว่า SET มีโอกาสแกว่งผันผวนทางขาลง มองว่าหลังจบสัปดาห์นี้จะมีเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจที่น้อยลงมาก ตลาดจะขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่และหันมากังวลกับตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศและผลประกอบการ 1Q58 ที่เรามีมุมมองว่าภาพรวมจะอ่อนแอ ให้ชะลอการลงทุน ในกรณีที่ 2) หาก กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ถือเป็น Positive surprise ต่อตลาดหลังขาดปัจจัยขับเคลื่อนมานาน (มองเป็นบวกเชิงจิตวิทยามากกว่า) มีโอกาสเห็น SET รีบาวด์แรงในระยะ 1-2 วัน แนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นสามารถกลับเข้าตลาดซื้อเก็งกำไรได้ในหุ้นกลุ่มนำตลาด
ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป คือ การประชุม FOMC และการประกาศ GDP 1Q58 ของสหรัฐคาดว่าจะรู้ผลคืนนี้
ทางเทคนิค SET วานนี้หลุดลงมาปิดต่ำว่าแนวรับที่ 1540 จุดพร้อมกับปัจจัยทางด้านกระแสเงินที่ต่างชาติและสถาบันขายสุทธิพร้อมกัน 2.6 และ 2.8 พันล้านบาทตามลำดับ ส่วนมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่สูงขึ้นเป็น 4.8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการเสริมน้ำหนักการเข้าสู่รูปแบบขาลงทางเทคนิค ต้องระวังว่าหากไม่มีการรีบาวด์ในวันนี้ SET จะเข้ารูปแบบ Three black crows (แท่งแดงต่อกันสามแท่ง) มีโอกาสลงยาวไปทดสอบแนวรับต่อไปที่ 1500 จุด
- กลยุทธ์การลงทุน โดยรวมแนะนำชะลอการลงทุน หรือรอจังหวะอ่อนตัว Selective buy เป็นรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวและผลประกอบการ 1Q58 มีทิศทางเติบโต
Top Daily Pick :WORK (มูลค่าเหมาะสม 47 บาท) เป็นผู้นำในช่องทีวีดิจิทัลที่ครองเรทติ้งอันดับ 3 มาตั้งแต่ปลายปี 57 ช่วยดึงดูดเม็ดเงินโฆษณา ผลประกอบการ 1Q58 พลิกกลับมามีกำไร /AP (มูลค่าเหมาะสม 7.80 บาท) คาดกำไรสุทธิ 1Q58 จะเติบโตเท่าตัวจากปีก่อนและดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
Technical Pick :PTTEP SCC TRC BANPU NOK(โปรดอ่านบทวิเคราะห์ Technical เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน)
Theme Play:กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ (AH) ยอดส่งออกรถยนต์เดือนมี.ค. 2558 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ / กลุ่มหุ้น (ICHI SST THCOM WORK BANPU KAMART)ที่คาดผลประกอบการฟื้นตัวเด่นใน 1Q58 และยังมี Upside จากมูลค่าที่เหมาะสม / หุ้นเด่นน่าลงทุนเดือน เม.ย. (PTTGC BANPU BCP WORK) / กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ (RS WORK MONO) ปัจจัยบวกจากที่ กสทช. ให้เลื่อนจ่ายเงินค่าประมูลช่องดิจิทัลอีก 1 ปี / กลุ่มโรงแรม (MINT ERW)การท่องเที่ยวในไตรมาสแรกฟื้นตัวสูง 23% YoY
Strategy Talk
- ดุลการค้าเดือน มี.ค. : อ่อนแอกว่าคาด...กดดัน SET
บ่ายวานนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขดุลการค้าเดือน มี.ค. ของไทยออกมาเกินดุล 1.5 พันล้านดอลลาร์จากสูงกว่าที่โพลล์รอยเตอร์คาดจะเกิดดุลเพียง 0.54 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการอ่อนตัวลงทั้งยอดส่งออกและนำเข้า
• ยอดส่งออกติดลบ 4.45% มากกว่าที่Consensus คาดที่ -4% และถือเป็นการติดลบต่อติดกับเป็นเดือนที่สาม โดยยอดส่งออกยางติดลบแรงถึง 27%YoYจากราคายางที่ตกต่ำ โดยรายการที่เติบโตมีเพียงสินค้ายานยนต์ (+5.8%YoY) และวัสดุก่อสร้าง (+14.7%)
• ยอดนำเข้าหดตัวกว่า 5.9% YoYแม้ผลหลักๆเกิดจากยอดนำเข้าน้ำมันที่ถูกลง (-33% YoY) แต่ก็มีสัญญาณยอดนำเข้าสินค้าทุนที่หดตัวลง (-9.1%YoY) สะท้อนการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเรามองว่าจะทำให้กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป
• ยอดส่งออกแยกตามประเทศ มีทิศทางเป็นไปตามคาดโดยยอดส่งออกหดตัวใน ญี่ปุ่น จีน ยุโรป มีเพียงรายการส่งออกไป สหรัฐ และ อินโดไชน่าที่เติบโต
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ปรับลดคาดการณ์เป้าส่งออกทั้งปี 58 เติบโตเหลือ 1.2% จากเดิม 4% ด้วย (ยังถือว่าสูงกว่าเป้าของ Houseview ของเราที่ -0.5%)
มองจะกดดันตลาดต่อเนื่องในระยะนี้ แม้ตลาดจะรับรู้ว่ายอดส่งออกมีโอกาสหดตัวแล้ว แต่ถือว่าดุลการค้าอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด แล้วยังเพิ่มแรงกดดันต่อมุมมองการประกาศผลประกอบการของบริษัทใน real sector ของ SET ในระยะนี้ และกดดันยอด GDP1Q58 ที่จะประกาศในกลางเดือน พ.ค. อีกด้วย โดยทางด้านยอดส่งออกรถยนต์ที่เติบโต มองว่าจะหนุนจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในระยะนี้
อย่างไรก็ตามหลังเห็นตัวเลขดุลการค้าแล้วทางฝ่ายวิจัยภัทรยังคงมุมมองว่า กนง. จะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยจากการประชุมในวันนี้เนื่องจากมองว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ปัจจัยใหม่เชื่อว่า กนง. รับรู้ผลการฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว ขณะที่เหตุผลที่เรามองว่ามีโอกาสคงดอกเบี้ยคือ 1) มีโอกาส wait-and-see ผลงานการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังพึ่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีโอกาสลงมากระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ จนกว่าจะเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจ 2Q58 -3Q58 ไม่ฟื้นตัวจริงจึงค่อยนำการปรับลดดอกเบี้ยมาเป็นเครื่องมืออีกครั้งและ 2)แนวโน้มที่สหรัฐมีทิศทางรอจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ กนง. ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตัดสินใจ 3)มุมมองของ ธปธ ที่เลือกการใช้วิธีดูแลค่าเงินบาทด้วยวิธีแทรกแซงเป็นระยะมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ย เพราะมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสไม่ช่วงพยุงค่าเงินบาทเนื่องจาก ในระบบตระกร้าเงิน ค่าเงินบาทจะแข็งค่าตามการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไทยเกินดุลเป็นจำนวนมากในระยะนี้
กรณีที่วันนี้ไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจริงมองเป็นลบ จะทำให้ตลาดยิ่งขาดปัจจัยหนุน









