คาดกำไรสุทธิ 1Q58 เติบโต 538% จากไตรมาสก่อนหน้า
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- แนวโน้มกำไร 1Q58 ราว 4.8 พันล้านบาท +89%YoY, +538%QoQ : ฝ่ายวิจัยคาดว่า TOP จะประกาศกำไร 1Q15 ที่ 4,791 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นที่คาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวขึ้นดีกว่าในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวลงช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ โดย TOP ยังคงกำลังการกลั่นที่ระดับ 106% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน และใน 1Q15 จะมีการกลับรายการขาดทุนสต๊อกน้ำมันเป็นกำไรประมาณ 900 ล้านบาททำให้ธุรกิจโรงกลั่นเป็นดาวเด่นของไตรมาสนี้ ในขณะที่ธุรกิจ Aromatic มีการลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 66% เนื่องจากส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์ Benzene และ ULG59 ปรับตัวลงค่อนข้างมากเนื่องจากความต้องการจากสหรัฐเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ Spread ของผลิตภัณฑ์ Paraxylene ยังทรงตัวจากอุปทานในตลาดโลกลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน และการระเบิดของ Dragon Aromatic ในประเทศจีน สำหรับธุรกิจน้ำมันเครื่องยังคงกำลังการผลิตที่ 79% และสามารถสร้างกำไรได้ดีขึ้นแม้ว่า Spread ของน้ำมันเครื่องและน้ำมันเตา และ Spread ของยางมะตอยจะลดลง แต่ทาง TOP สามารถขายน้ำมันเครื่องและยางมะตอยได้ราคาสูงขึ้นกว่าในไตรมาสก่อนเพราะมีการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าลดลง
- คาดกำไรจากค่าเงินบาท 420 ล้านบาท : จากการที่ค่าเงินบาท ณ สิ้นเดือนมี.ค.อยู่ที่ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ซึ่งแข็งค่าขึ้น 0.30 บาทต่อดอลลาร์ จาก ณ สิ้นเดือนธ.ค.ที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งตามสมมติฐานของเรา TOP มีสถานะเงินตราต่างประเทศสุทธิเป็นหนี้สินประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์ส่งผลให้จะมีกำไรจากการแข็งค่าของเงินบาทประมาณ 420 ล้านบาทเป็นกำไรพิเศษในไตรมาสนี้
- ได้รับผลบวกจากการประหยัดภาษี BOI และ Loss Carrying Forward : ในปีนี้ทาง TOP ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจาก BOI ซึ่งสามารถใช้ได้ถึงปี 2019 และมีการใช้ผลขาดทุนจากไตรมาส 4 ปี 57 มาเพื่อลดการจ่ายภาษีในไตรมาส 1 นี้ได้ อย่างไรก็ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีใช้ได้เฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ส่งผลให้อัตราภาษีทั้งปีจะยังคงต่ำกว่า 20 % ไปอีกอย่างน้อย 2 ปี
- คำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยมีราคาเป้าหมายที่ 62.00 บาท : แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 นี้จะคิดเป็น 42% ของประมาณการณ์กำไรทั้งปีแต่เป็นผลมาจากรายการพิเศษ เช่น กำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบ และกำไรจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท แต่แนวโน้มในไตรมาส 2 ค่าการกลั่นมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่เริ่มปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ และ Spread ของผลิตภัณฑ์ Aromatic ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรทั้งปีของ TOP ตามเดิมที่ 11,402 ล้านบาท จึงแนะนำเพียง “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมของ TOP ด้วยวิธี P/E Ratio อิง Prospective P/E ที่ 11 เท่า คาดการณ์ EPS ที่ 5.6 บาททำให้ได้ราคาเหมาะสมปี 58 ที่ 62 บาท/หุ้น









