กำไรเติบโตแข็งแกร่งแบบปลอดภัยที่สุด
ประเด็นการลงทุน
กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการของ MINT จะหนุนให้อัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยสะสมต่อปีในช่วงปี 2558-2562 กลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 15-20% พร้อมกันนี้ปัจจัยหนุนระยะสั้นนั้นมาจากความเป็นไปได้ที่บริษัทจะรายงานกำไรหลักไตรมาส 1/58 ทำสถถิติสูงสุด และถึงแม้ว่าช่วงไตรมาส 2-3/58 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นก็ตาม แต่โรงแรมของ MINT ก็สามารถทำกำไรได้เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆในกลุ่มที่มีความเสี่ยงขาดทุน หนุนโดยความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของโรงแรมของ MINT โดยหุ้นซื้อขายกันด้วย PER ปี 2558 ที่ 26.0 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่มการท่องเที่ยวที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ประเมินด้วยวิธีคิดลด DCF ที่ 41.5 บาท (ต่ำกว่ามูลค่าของ DCF ที่ 5%, WACC ที่ 9.4% และ terminal growth rate ที่ 2%)
กำไรที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่งจะชดเชยผลกระทบ dilution จากการจ่ายหุ้นปันผล
บริษัทมีการจัดการช่วงเวลาในการประกาศจ่ายหุ้นปันผลแบบเซอร์ไพร์สนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ที่สัดส่วน 10 หุ้นเดิมได้ 1 หุ้นปันผล, ประกาศขึ้น XD ในวันที่ 17 เม.ย.) เนื่องจากผลกระทบ dilution 9% จากจำนวนหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นจารกหุ้นปันผลจะถูกกลบโดยกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อสองกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ในปี 2558 ซึ่งได้แก่ Sun International (โรงแรม 6 แห่งในแอฟริกาด้วยจำนวนห้องพักที่มากกว่า 1,000 ห้อง) และ Tivoli (โรงแรม 6 แห่งในประเทศบราซิลและโปรตุเกสด้วยจำนวนห้องพักที่มากกว่า 1,600 ห้อง) ซึ่งการเข้าซื้อกิจการทั้ง 2 แห่งนี้หนุนรายได้ให้เพิ่มขึ้น 15% ในปี 2557 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 16% ในปี 2562 ถ้าหากเราตั้งสมมติฐานให้ธุรกิจโรงแรมมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่าๆกัน กิจการดังกล่าวคาดจะเพิ่มรายได้ 460-700 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9% ที่เพิ่มขึ้นของประมาณการกำไรต่อปีในช่วง 2558-2562
เป็นบริษัทข้ามชาติระดับโลกได้ในที่สุด
การเข้าซื้อ Tivoli จะช่วยให้ MINT ครอบคลุมพื้นที่ธุคกิจใหม่ในยุโรปและอเมริกาใต้ ส่งผลให้บริษัทเป็นบริษัทข้ามชาติระดับโลกอย่างแท้จริง เนื่องจากบริษัทมีกิจการโรงแรมตั้งอยู่บนอยู่ในประเทศต่างๆถึง 35 ประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์, ออสเตรเลีย และประเทศจีน รวมถึงประเทศในแถบตะวันออกกลาง, แอฟริกา, ยุโรป และอเมริกาใต้ จึงส่งผลให้ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์นี้จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงในประเทศลงอีกด้วย พร้อมกันนี้สัดส่วนรายได้จากการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศไทยคาดจะปรับตัวสูงขึ้นจาก 35% ในปี 2557 (44% สำหรับธุรกิจโรงแรมและ 33% สำหรับธุรกิจอาหาร) เป็น 48% ในปี 2562 (56% สำหรับธุรกิจโรงแรมและ 49% สำหรับธุรกิจอาหาร)
ผลการดำเนินงานปี 2558 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
เรายังคงประเมินว่ากำไรหลักปี 2558 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 18% สำหรับปี 2558 (จาก 7% ในปี 2557) ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ต่อห้องเฉลี่ยของโรงแรมโตปี 2558 เติบโตประมาณ 15% โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยคาดเพิ่มสูงขึ้นจาก 66% ในปี 2557 เป็น 70% ในปี 2558 พร้อมทั้งคาดราคาเข้าพักสูงขึ้น 5%
นอกจากนี้การขยายตัวของจำนวนห้องพักก็เป็นปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตกำไรปี 2558 เนื่องจากสัดส่วนจำนวนห้องพักรวมของ MINT เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 84% YoY เป็น 5,056 ห้องสำหรับห้องที่เป็นเจ้าของเอง และ 95% สำหรับกิจการร่วมค้าเป็น 2,484 ห้อง นอกจากนี้บริษัทวางแผนที่จะเปิดตัวโครงการเดอะ เรสซิเดนเซส บาย อนันตรา หาดลายัน จังหวัดภูเก็ต (พูลวิลล่าระดับหรู 15 ห้อง พร้อมมูลค่าโครงการที่ 5 พันล้านบาท) ในปีนี้ อัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิมของธุรกิจอาหารเป็น 2-3% และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขาเป็น 12-15%
ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุน
กระแสเงินสดและงบดุลของ MINT ยังคงแข็งแกร่งสำหรับงบลงทุนที่มีพันธสัญญา (ที่ประมาณ 40 พันล้านบาทสำหรับปี 2558-2562) และเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่ม (งบเข้าซื้อกิจการใหม่รวมที่ 20 พันล้านบาท) โดยไม่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุน ส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นปี 2557 เป็น 1.0เท่า ต่ำกว่าเพดานภายในบริษัทที่ไม่เกิน 1.3เท่า พร้อมกันนี้ยังมีวงเงินสินเชื่อเหลือรองรับสำหรับการเข้าซื้อกิจการเพิ่มที่ 22 พันล้านบาท กอปรกับบริษัทยังมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาที่แข็งแกร่งอย่างน้อยที่ 9 พันล้านบาทต่อปี อีกด้วย









