คาดการณ์กำไรปี 58 จะเติบโตราว 16%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- แจ้งกำไรสุทธิปี 57 เติบโต 18%: กำไรสุทธิปี57 เท่ากับ 7,307 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 16%YoY ต่ำกว่าคาด 3% หากไม่นับรวมรายการพิเศษจะมีกำไรปกติ 7,231 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21% ซึ่งมาจากรายได้เพิ่มขึ้น 11% อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับดีขึ้นเป็น 48% จาก 47% ในปี 56 และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้รวมลดเหลือ 16.4% จาก 17.3% ในปี 56 ทั้งนี้การขายสิทธิการเช่าโครงการเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ตที่บริษัทเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเกิดรายการในเดือนเม.ย. 57 ได้ข้อสรุปว่าจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตามวิธีเส้นตรงตลอดระยะเวลา 30 ปี
- คาดการณ์กำไรปี 58 จะเติบโตราว 16% : ปี 58 จะเปิดสาขาใหม่ 3 แห่งที่ระยองและบางใหญ่ราว 2Q58 และสาขาถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราราว 4Q58 นอกจากนี้ ในปี 58 จะมีสัญญาเช่าระยะยาวหมดอายุ 12% เทียบกับ 3% ในปี 57 ทำให้อัตราค่าเช่าเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยคาดรายได้รวมปี 58 จะเติบโตต่อเนื่องราว 22% เป็น 2.7 หมื่นล้านบาท ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นรวมที่คาดจะทรงตัวใกล้ 48% คาดการณ์กำไรปี 58 จะเพิ่มขึ้น 16% เป็น 8.5 พันล้านบาท
- เตรียมเข้าซื้อโครงการเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต 1 : บริษัทจะเข้าซื้อโครงการเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต 1 มูลค่ารวม 6,364 ล้านบาทจากบจ.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล(CDS)ซึ่งถือหุ้นโดยตระกูลจิราธิวัฒน์ ในลักษณะของการเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนไม่รวมพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โครงการนี้เปิดดำเนินงานมาแล้วเกือบ 10 ปี พื้นที่รวม 6.9 หมื่นตารางเมตร อายุสัญญาเช่าเหลือ 41 ปี มีอัตราเข้าเช่า 95% จึงมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนพัฒนาศูนย์การค้าใหม่ นอกจากนี้ CPN มีแผนเปิดดำเนินการโครงการ ภูเก็ต 2 บริเวณตรงข้ามกับโครงการภูเก็ต 1 ในปี 2560 ซึ่งจะทำให้ CPN เป็นเจ้าของโครงการเซ็นทรัลภูเก็ตทั้ง 1 และ 2 ทั้งนี้ CPN จะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการภูเก็ต 1 ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 58 ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 24 เม.ย.
- คงคำแนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 65 บาท: มุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกให้เช่าที่มีแผนเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องปีละ 2-3 แห่งนอกจากแผนเปิดสาขาใหม่ 3 แห่งในปี 58 แล้ว ปี 59 จะเปิดสาขานครราชสีมา และนครศรีธรรมราชราว 2Q59 อีก 2 แห่งยังไม่เปิดตัว ปี 60 เปิดสาขาภูเก็ต 2 ส่วนสาขาในมาเลเซียจะเลื่อนจาก 4Q59 เป็น 2Q60 ราคาเหมาะสมซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ที่ WACC 6.3% อยู่ที่ 65 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดซึ่งซื้อขายที่ระดับ PER ระดับ 22 เท่าต่ำกว่าค่า PER เฉลี่ย 1 ปีที่ระดับ 31 เท่า ทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล หุ้นละ 0.65 บาท yield 1.5% XD 8 พ.ค. วันจ่าย 20 พ.ค.









