วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยแพงสุดรอบ 6 ปี

หุ้นไทยพีอีเรโชพุ่ง 21.86 เท่า สูงสุดในรอบ 6 ปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขยับมาอยู่ที่ 14.8 ล้านล้านบาท

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ราคาปิดกำไรต่อหุ้นหรือระดับ พี/อี ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวันที่ 2 มี.ค.ระดับพี/อี อยู่ที่ 21.86 เท่า สูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2552 ที่ระดับพี/อี 25.56 เท่า โดยมีราคาเทียบมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 2.23 เท่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 14.81 ล้านล้านบาท

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)ASP เปิดเผยว่า ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น หรือ พีอีเรโช ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นจริง และมีความน่ากังวล โดยสาเหตุที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นมาจากผลประกอบการในกลุ่มพลังงานได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน ส่งผลต่อผลประกอบการบริษัท

“การปรับตัวเพิ่มขึ้นของระดับพี/อี มาจากผลประกอบการของกลุ่มพลังงานที่ถือว่ามีสัดส่วนในมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดค่อนข้างมาก เมื่อผลการดำเนินงานออกมาไม่ดีจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน ดึงให้พี/อีของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปด้วย การเพิ่มขึ้นของระดับ พี/อี เป็นสิ่งที่น่ากังวล และนักลงทุนต้องให้ความระมัดระวัง”

ช่วงที่ผ่านมาภาพที่เห็นในตลาดหุ้นไทยคือหุ้นขนาดเล็กทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ มีค่า พี/อี อยู่ในระดับสูงมาก แต่กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่มีพี/อีต่ำ แต่เมื่อผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ทำให้หุ้นใหญ่ก็มีระดับ พี/อี ที่กระโดดขึ้นมาด้วย ทำให้เกิดภาวะหุ้นแพงทั้งตลาด

ทั้งนี้ ผลจากการชะลอตัวของผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ที่ต่ำกว่าคาดอาจส่งผลต่อผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี 2558 ปรับตัวลดลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี จากการติดตามพบว่าหุ้นในหลายกลุ่มก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น ทั้งในกลุ่มโรงแรม และอาหาร ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งการปรับตัวลดลงของผลประกอบการของบริษัทในปี 2557 จะส่งผลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2558 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ คาดว่าการเติบโตของกำไรสุทธิจะไม่ต่ำกว่า 15 % การลงทุนในหลังจากนี้ นักลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ หรือจะใช้ทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศในกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีระดับพี/อีต่ำ

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การประเมินมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย ในรูปแบบการคิดระดับพี/อี ของแต่ละสำนักวิจัย จะมีวิธีการคิดที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวมองว่าหุ้นไทยไม่ได้แพงอย่างที่กังวล ระดับพี/อีล่วงหน้าของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 15 เท่า ยังถือว่าถูกกว่าในหลายประเทศ จึงยังมองว่าหุ้นไทยยังสามารถลงทุนได้

“การคำนวณพี/อีของแต่ละสำนักมีความแตกต่างกัน ผมมองว่าหุ้นไทยไม่ได้แพงขนาดนั้น และพี/อีน่าจะอยู่ที่ระดับ 15 เท่า ยังสามารถลงทุนได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศไทยยังมีระดับพี/อี ที่ถูกกว่า ทั้ง 2 ประเทศ”

กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ เปิดเผยต่อว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของระดับพี/อี ของตลาดหุ้นไทยสอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีมาอย่างต่อเนื่อง แม้นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้ซื้อสุทธิหุ้นไทยมากนัก ส่วนตัวมองว่านักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะรอความชัดเจนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะงบลงทุนในส่วนของกรมทางหลวงที่เบิกจ่ายได้รวดเร็วและมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

แม้ในระยะสั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าทดสอบระดับดัชนี 1,600 จุดมาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถผ่านจุดดังกล่าวได้ แต่บล.ซีแอลเอสเอยังมีมุมมองที่ดีต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ และคาดว่าจะแตะระดับดัชนี 1,700 จุดได้ จากสภาพคล่องที่ยังมีอยู่ในระบบจำนวนมาก แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มอิงการบริโภคในประเทศ และกลุ่มธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.64% ดัชนีหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.42 % กลุ่มอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 9.31%กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.59% กลุ่มทรัพยากรเพิ่มขึ้น 8.16% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 13.10%