วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกร.ถกรับมือ'ส่งออก-ค่าเงิน' ตลาดยุโรปป่วนลูกค้าลดราคา

กกร.ถก“ส่งออก-ค่าเงินบาทแข็งค่า”วันนี้ หลังพบเศรษฐกิจโลกแต่ละประเทศยังขยายตัวไม่ดี หั่นเป้าการส่งออกใหม่เหลือ 2.5%

สรท.โอดค่าเงินผันผวนกระทบส่งออกหนัก เฉพาะตลาดยุโรปเจอศึกหนักรายได้หายเดือนละ 6,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อเริ่มขอลดราคาสินค้าแล้ว15% จี้แบงก์ชาติดูแลค่าบาท คาดส่งออกไตรมาสแรกติดลบ2%

การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทยวันนี้(3มี.ค.) นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่าจะมีการหารือถึงภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ โดยเฉพาะการส่งออก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ที่แต่ละประเทศยังขยายตัวไม่ดี รวมทั้งค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ามีความเป็นไปได้สูงที่คณะกรรมการกกร. อาจปรับเป้าหมายตัวเลขการส่งออกใหม่ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 3.5 %ส่วนจะปรับลดเท่าไรขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง และจะหารือความคืบหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของเอกชน 

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือการส่งออกของไทย เพราะยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกซบเซา และค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคที่ประชุมกกร.ก็จะหารือกันว่า กระทบต่อความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการมากน้อยแค่ไหนมีแนวโน้มต้องปรับเป้าหมายลดลงแน่นอนส่วนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะนี้ยังมองไว้ที่เป้าหมายเดิม3.5 % ส่วนจะปรับเป้าหรือไม่ต้องหารือกันก่อน ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินโครงการต่างๆ และการผลักดันราคาสินค้าเกษตร ที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้มาก”นายสุพันธุ์ กล่าว


หั่นเป้าส่งออกใหม่ปีนี้เหลือ2.5%
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า กกร.จะหารือภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้โดยเฉพาะการส่งออกที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวหลังจากส่งออกเดือนม.ค.ลดลง 3.46%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าตลาดหลักที่สำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรปยอดส่งออกติดลบ ขณะที่ตลาดรองเช่น รัสเซียก็ติดลบเช่นกัน จึงคาดว่าการส่งออกไทยไตรมาสแรกปีนี้น่าจะติดลบ2%ดังนั้นคาดว่ากกร.จะลดเป้าการส่งออกจากเดิมที่ 3.5%เหลือ 2.5%


“ส่วนจีดีพีของไทยนั้นก็ยังคงมองไว้โตที่ 3.5% ยังหวังว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณออกมาได้หลังไตรมาส 1 ไปแล้ว การท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ต้องจับตาการบริโภคภายในประเทศหากฟื้นตัวขึ้นก็จะช่วยให้จีดีพีขยายตัวได้”นายวัลลภ กล่าว


เร่งปรับกฎระเบียบเอื้อการลงทุน
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่าการประชุมกกร.วันนี้จะหารือถึงการเพิ่มขีดความสามารถของไทย หลังจากที่ผ่านมาได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน


ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับ กฎระเบียบต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ การจัดเก็บภาษีการค้า การลงทุน และประเทศต่างๆในอาเซียนอยู่ระหว่างการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศอย่างต่อเนื่อง หากไทยยังช้าอาจทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้าได้


ส่วนการเพิ่มขีดความสามารถของไทย เช่น เกษตรกรของไทย ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมากในอาเซียน แต่ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มมีการเร่งพัฒนาศักยภาพดังนั้นเกษตรกรก็ต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปอีก เช่น การนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาปรับใช้ให้มากขึ้น หากไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียศักยภาพการแข่งขันภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ได้


ยุโรปเจอหนักสูญรายได้6พันล้าน/เดือน
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่าขณะนี้ผู้ส่งออกไทยที่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากตลาดยุโรป ได้ประสบปัญหาการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเฉลี่ย 6,000 ล้านบาทต่อเดือน จากค่าเงินสกุลยูโรได้อ่อนค่าลง 20% เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเซ็นสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หรือ 1ไตรมาส จึงไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้


ขณะเดียวกันยังพบว่า ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ลูกค้าจากยุโรป เริ่มขอเจรจาให้ไทยลดราคาสินค้าลงประมาณ 10-15% กรณีที่มีการซื้อขายด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการซื้อขายด้วยเงินสกุลยูโร ไม่ได้มีการเจรจาขอลดราคาเพราะค่าเงินยูโรอ่อนค่าอยู่แล้ว


“ผู้ประกอบการไทยที่เซ็นสัญญาซื้อขายด้วยเงินยูโร หากรวมไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ขาดทุนรวม 18,000 ล้านบาท เมื่อแลกมาเป็นเงินไทยหรือเงินสกุลสหรัฐก็จะมีมูลค่าน้อย ส่วนผู้ที่ทำสัญญาซื้อขายด้วยเงินสกุลสหรัฐในไตรมาสแรกยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ช่วงไตรมาส 2-3 ก็จะกระทบเพราะลูกค้าขอให้ลดราคาตามค่าเงินยูโรที่อ่อนตัว 10-15% หากรายใดต้องการประคองตลาดก็ต้องยอมเจ็บตัว แต่หากรับไม่ไหวก็จำเป็นต้องทิ้งตลาดนี้ไปแล้วหาตลาดใหม่ทดแทน”นายวัลลภ กล่าว


สรท.คาดส่งออกไตรมาแรกติดลบ2%
ส่วนภาพรวมการส่งออกในไตรมาสที่ 1 (ม.ค. -มี.ค.) เบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่าติดลบ 2% แต่เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 ส่งผลให้ครึ่งปีแรกการส่งออกไทยอาจกลับมาขยายตัวในระดับ 0% ส่วนเป้าหมายการส่งออกทั้งปีที่ตั้งไว้ประมาณ 1.1-1.5% คงต้องมีการติดตามสถานการณ์เป็นรายไตรมาสอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ปัญหาในส่วนของภาคเอกชน ยังคงเป็นการหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน และการค้าชายแดน ขณะที่ภาครัฐทางเอกชนต้องการให้ผลักดันเรื่องการส่งออกให้เป็นวาระเเห่งชาติ และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งไทยค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ ต่างจากไทยที่อ่อนค่าเพียงเล็กน้อย


สรท.ชี้ส่งออกยางเดือนแรกติดลบ40%
นายนพพร เทพสิทธา ประธาน สรท. กล่าวถึงการส่งออกเดือนม.ค.ที่ผ่านมาว่า มีมูลค่า 17,249 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.46% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน โดยสินค้าที่ลดลงมากที่สุด ได้แก่ยางพารา ลดลง 40.6% น้ำมันสำเร็จรูป ลดลง28.11% น้ำมันสำเร็จรูปลดลง 28.11% เคมีภัณฑ์ลดลง 21.92%
ส่วนสินค้าส่งออกที่ขยายตัวสูงสุด ได้แก่แผงวงจรไฟฟ้าขยายตัว 21.17% รถยนต์และอุปกรณ์ขยายตัว 16.07% เหล็กและเหล็กกล้าขยายตัว9.41 % โดยตลาดการส่งออกที่สำคัญคือตลาดสหรัฐ มีมูลค่าสูงสุดที่ 1,927ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การส่งออกไปจีน ลดลงถึง19.69% เนื่องจากเศรษฐกิจจีนขยายตัวลดลงและมีปัญหาเรื่องของโครงสร้างกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมากในประเทศ


เสนอรัฐผลักดันส่งออกวาระแห่งชาติ
นายนพพร กล่าวถึงการผลักดันการส่งออกเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องเป็นความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการส่งออกของไทย ทั้งในด้ายการหาตลาดใหม่ที่เน้นการค้าและเอฟทีเอ รวมถึงสร้างขีดความสามารถแข่งขันของไทยที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการสร้างฐานข้อมูลเดิม ข้อมูลใหม่ นำมาใช้วิเคราะห์ทางการค้าเพื่อให้เกิดประโยชน์


ร้องสายการเดินเรือชะลอภาระหน้าท่า
ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องของ เทอร์มินอล แฮนด์ลิ้ง ชาร์จ หรือ ภาระหน้าท่า ทางสรท. ต้องการให้ผู้ประกอบการสายเดินเรือชะลอการปรับเพิ่ม โดยให้เรียกเก็บในอัตราเดิมจนกว่าผลการศึกษาจะเสร็จภายใน 4 เดือน รวมถึงไม่ต้องการให้ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย


อย่างไรก็ตาม สรท. มีข้อสังเกตุถึงความซ้ำซ้อนของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับบริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เรียกเก็บโดยสายเรือและผู้ให้บริการอื่น จึงเสนอให้ทำการศึกษาโครงสร้างรายการค่าใช้จ่ายครอบคลุมบริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศทั้งระบบ เพื่อจะได้รับทราบต้นทุนที่แท้จริงของสายเดินเรือและสามารถกำหนดแนวทางพิจารณาค่าบริการที่เหมาะสมร่วมกันในอนาคต