วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ชี้เศรษฐกิจฟื้นช้ากว่าคาด

ธปท.เผยเศรษฐกิจในเดือนม.ค. ฟื้นตัวช้า ยอมรับ"บริโภคเอกชน"ชะลอตัวกว่าคาด เหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะไม่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันร่วง

คาดกนง.นำไปพิจารณากำหนดนโยบายการเงิน 11 มี.ค.นี้ ด้าน"กอบศักดิ์" ชี้บาทแข็งค่า เกิดจากความไม่สมดุลของตลาด หลังน้ำมันร่วง เกินดุลบัญชีพุ่ง กดดันลดดอกเบี้ย


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจในเดือนม.ค. 2558 ชี้ให้เห็นว่าการบริโภคฟื้นตัวน้อยกว่าคาดหมายไว้ ทำให้โอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาลดดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้ หลังจากการประชุมครั้งก่อนที่ย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
กนง.จะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 11 มี.ค.นี้ และจะแถลงรายงานนโยบายการเงินฉบับแรกของปีในวันที่ 20 มี.ค.


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินเริ่มให้น้ำหนักกับแนวโน้มลดดอกเบี้ยของกนง.ในการประชุมครั้งต่อไป จากดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ คือ การบริโภคไม่ฟื้นตัว ค่าเงินบาทแข็งค่าและส่งออกลดลง


ในการประชุมครั้งก่อนมีคณะกรรมการ 2 คนเห็นว่าควรลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากกรรมการทั้งหมด 7 คน
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส สายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างช้าๆ แต่โดยรวมถือว่าเป็นไปตามที่ ธปท. ได้คาดการณ์เอาไว้ มีเพียงการบริโภคภาคเอกชนที่แม้จะทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า แต่ทิศทางการฟื้นตัวถือว่าช้ากว่าที่ ธปท. คาดการณ์เอาไว้บ้าง


สำหรับการบริโภคภาคเอกชนที่ทรงตัว เนื่องจากครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อของครัวเรือนเกษตรกรถูกบั่นทอนจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา และรายได้ของครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่ยังทรงตัว ประกอบกับหนี้อยู่ในระดับสูง โดยรวมแล้วราคาน้ำมันที่ลดลงยังไม่ส่งผลดีอย่างชัดเจนต่อการบริโภค


ในเดือนม.ค. 2558 รายได้เกษตรกรลดลง 10% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรกรลดลง 11.11% ขณะผลผลิตเพิ่มขึ้น 1.2%


"ตัวที่เซอร์ไพร์สเราหน่อย คือ การบริโภคภาคเอกชน เพราะก่อนหน้านี้เรา มองว่า คนไทยน่าจะได้อานิสงส์จากน้ำมัน ซึ่งทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นทิศทางนั้น" นางรุ่ง กล่าว
ทั้งราคาน้ำมันในตลาดช่วงเดือนม.ค. 2557 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.ปีนี้เคลื่อนไหวระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือว่าลดลงกว่าครึ่ง


กนง.เล็งถกปัญหาบริโภคฟื้นตัวช้า
ส่วนคำถามที่ว่านโยบายการเงินสามารถสนับสนุนการบริโภคที่เพิ่มเติมขึ้นได้หรือไม่ นางรุ่ง กล่าวว่า การบริโภคแม้จะค่อนข้าง "เซอร์ไพร์ส" แต่ทิศทางโดยรวมยังเหมือนเดิม คือ มีการฟื้นตัว แต่อาจจะช้าออกไปบ้าง และไม่ได้เหนือความคาดหมายของกนง. แต่การประชุมครั้งหน้า ก็คงมีการพูดคุยเรื่องเหล่านี้ เพื่อดูว่านโยบายการเงินจะตัดสินใจอย่างไร


ดัชนีการบริโภคในเดือนม.ค.2558 อยู่ที่ 108.5 ลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้


นางรุ่ง กล่าวด้วยว่า แม้ธุรกิจจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงตามราคาน้ำมัน และภาวะการเงินจะเอื้อต่อการลงทุน แต่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่อยู่ในระยะเริ่มต้น รวมทั้งกำลังการผลิตของภาคธุรกิจที่ยังมีเพียงพอ เพราะการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนทรงตัวต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้าง


เทียบเดือนก่อนเอกชนลงทุนลดลง
สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเดือนม.ค. อยู่ที่ 110.7 ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า


การใช้จ่ายของภาครัฐ มีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แรงกระตุ้นน้อยลงหลังจากที่เร่งเบิกจ่ายในเดือนก่อน ทั้งการซื้อสินค้า บริการ และการลงทุน ด้านรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ขณะที่การจัดเก็บภาษีที่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มหดตัวเล็กน้อยจากระยะเดียวกันปีก่อน


นางรุ่ง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการส่งออก พบว่ามีมูลค่าลดลงจากเดือนก่อนตามราคาสินค้าส่งออกหลายหมวด เช่น ปิโตรเลียม ยางพารา และเคมีภัณฑ์ ที่ปรับลดลงต่อเนื่องจากทิศทางราคาน้ำมัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งการตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) ในทุกสินค้าที่ส่งไปกลุ่มประเทศยุโรป ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐ และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
มูลค่านำเข้าลดลงตามน้ำมัน


สำหรับการนำเข้าสินค้ามีมูลค่าลดลงจากเดือนก่อนเช่นกัน โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงมากตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับโรงกลั่นยังชะลอการนำเข้าน้ำมันเพราะคาดว่าราคาน้ำมันโลกอาจลดต่ำลงอีก
ส่วนการนำเข้าสินค้ากลุ่มอื่นนอกเหนือจากน้ำมันดิบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทุน และวัตถุดิบ มีทิศทางทรงตัวสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ


นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น16%
นางรุ่ง กล่าวว่า ส่วนที่มีการฟื้นตัวค่อนข้างดี คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยเดือนม.ค. มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 2.64 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 67.1%


"การท่องเที่ยวยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซีย เพราะไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว ประกอบกับทางการจีนผ่อนคลายมาตรการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นลำดับ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมากนัก" นางรุ่ง กล่าว


สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.1% ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเรื่องฤดูกาลและโดยภาพรวมก็ยังถือว่าอยู่ระดับต่ำ
ราคาน้ำมันลดกดเงินเฟ้อติดลบ


นอกจากนี้ราคาน้ำมันโลกที่ลดลง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่ไม่ใช่สัญญาณของภาวะเงินฝืด และช่วยให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งมีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น


สำหรับดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลตามการเพิ่มเงินฝากในต่างประเทศของสถาบันรับฝากเงินเพื่อปรับฐานะเงินตราต่างประเทศ และการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทย รวมทั้งการขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยรวมดุลการชำระเงินเกินดุล ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ในเกณฑ์มั่นคง


บาทแข็งเหตุราคาน้ำมันดิ่งลงเร็ว
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่เงินทุนไม่ได้ไหลเข้า แต่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสัดส่วนมากในภูมิภาคและทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จึงยิ่งทำให้บาทแข็งค่า แต่ต้องดูส่วนอื่นๆ ด้วยว่า ไทยยังรักษาความสามารถการแข่งขันไว้ได้หรือไม่


ทั้งนี้ เงินบาทยังแข็งค่ากว่าเงินยูโร 30% แข็งกว่าเงินเยน 30% แข็งค่ากว่าสิงคโปร์ 6-7% และแข็งกว่ามาเลเซีย 9% ทำให้การแข่งขันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกไทยยังไม่เติบโตจึงเกิดความกังวลใจและแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องลดดอกเบี้ย


การแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากความไม่สมดุล ทางการจึงควรคิดว่าจะสร้างสมดุลให้ตลาดอย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ในภาวะที่ความต้องการดอลลาร์น้อยลงเช่นนี้ ควรทำให้เกิดแรงซื้อดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในหัวใจของการแก้ปัญหาคือการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐให้เกิดขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดการนำเข้าเครื่องจักร ส่งผลให้มีความต้องการดอลลาร์มากขึ้น และเงินบาทจะอ่อนค่าในที่สุด แต่ยอมรับว่าการขับเคลื่อนการลงทุนยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก


หวั่นดูแลบาทไม่ดีกดดันลดดอกเบี้ย
"เงินบาทที่แข็งค่าถือเป็นโชคดี เป็นลาภลอยที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงคือไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาแพง แต่เราต้องคิดว่าเราจะจัดการโชคดีครั้งนี้อย่างไร เพราะตอนนี้ตลาดเอียงไปไม่สมดุล และต้องตีความว่าการที่ราคาน้ำมันลดลง เป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่ และเราควรปล่อยให้เงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่ เพราะหากดูแลสมดุลตลาดไม่ดี จะกดดันค่าเงินบาท และนำไปสู่แรงกดดันให้ลดดอกเบี้ย"
ส่วนการลดดอกเบี้ย ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ได้ว่า จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ และดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้อยู่ในระดับสูงเกินไป การบริโภคที่ไม่ดี เป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก


เงินไหลเข้าบอนด์ดันบาทแข็งต่อเนื่อง
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (27 ก.พ.) แข็งค่าในช่วงท้ายตลาด กลับมาทดสอบแนวต้านที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง จากแรงขายดอลลาร์ตัดขาดทุน และแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ ยังหนุนเงินบาท
เงินบาทวานนี้ แข็งค่าสุดชนแนวต้าน 32.30 ขณะที่ในช่วงเช้าอ่อนค่าสุดที่ 32.38 ซึ่งสวนทางค่าเงินตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่อ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย