นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) คนใหม่ของ BCP จัดทำแผนธุรกิจที่มีความท้าทายมากขึ้นในระยะ 6 ปีข้างหน้า
โดยตั้งเป้า EBITDA โตกว่าเท่าตัวภายในปี 2563 บริษัทจะปรับพอร์ตสินทรัพย์ให้สมดุลด้วยการลงทุนเพิ่มในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) และพลังงานทดแทน เรายังคงมองบวกต่อ BCP แม้ระดับความเสี่ยงของบริษัทอาจจะปรับสูงขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจ E&P แนวโน้มผลการดำเนินงานในระยะสั้นของ BCP ดูสดใส เพราะกำไรสุทธิจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างมากโดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้นหลังจากหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ในปี 2557, การเดินเครื่องผลิตตลอดทั้งปีของโซลาฟาร์มกำลังการผลิต 118 เมกะวัตต์, และไม่มีขาดทุนสต็อกน้ำมันจำนวนมาก เราแนะนำ “ซื้อ” BCP เพราะ valuation ต่ำ และแนวโน้มกำไรดี โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 39 บาท
สรุปประเด็นสำคัญจากงานประชุม:
CEO คนใหม่ตั้งเป้า EBITDA สำหรับปี 2563 ไว้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก adjusted EBITDA (หักขาดทุนสต็อกน้ำมันและขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์) ที่ 1.04 หมื่นล้านบาทในปี 2557 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 16% ต่อปีในระยะ 6 ปีข้างหน้า ทั้งนี้นอกเหนือจากธุรกิจดั้งเดิม คือ ธุรกิจกลั่นน้ำมัน และธุรกิจการตลาด (56% ของ EBITDA ที่ตั้งเป้า) BCP ยังจะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและธุรกิจ E&P ด้วย บริษัทตั้งเป้า EBITDA ปี 2558 ไว้ที่ 1.04 หมื่นล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลงจาก EBITDA ที่ทำได้ในปี 2557
BCP จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 9 หมื่นล้านบาทในปี 2558-2563 เพื่อให้สามารถทำ EBITDA ได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยจะใช้เงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (5 หมื่นล้านบาท) ในการพัฒนาธุรกิจใหม่ (ธุรกิจ E&P, ธุรกิจพลังงานสะอาด,และเชื้อเพลิงชีวภาพ) โดยส่วนใหญ่จะลงทุนในต่างประเทศ (58% ของเงินลงทุนในธุรกิจใหม่)
BCP จะเร่งเดินหน้าขยายธุรกิจ E&P เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลิต >20,000 บาร์เรล/วัน (จากปัจจุบันที่ 4,000 บาร์เรล/วัน) และปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว >50 ล้านบาร์เรล (จาก 13 ล้านบาร์เรล) ซึ่งคิดเป็น 17-20% ของปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นของโรงกลั่นบริษัท ผู้บริหารคาดว่า Nido Petroleum จะสร้างกำไรในปี 2558 โดยเกิดจากการผลิตเพิ่มมากขึ้นจากแหล่ง Galoc ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแห่งแรกภายใต้การดำเนินงานของ Nido
นอกจากนี้ BCP ก็จะเร่งลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งจาก 118 เมกะวัตต์ สู่ >500 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น โครงการโซลาร์สหกรณ์ในไทย โรงไฟฟ้าพลังงานใต้พื้นพิภพในอาเซียน และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ ผู้บริหารคาดว่าจะได้รับ EBITDA จำนวน 5-6 พันล้านบาท/ปีจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานจากธุรกิจกลั่นน้ำมันและ E&P
ผู้บริหารยืนยันว่าโอกาสที่จะเพิ่มทุนมีน้อย แม้บริษัทจะยื่นขออนุมัติเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไปในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. การยื่นขออนุมัติเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไปจะช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวทางในการจัดหาเงินทุนเพื่อเข้าลงทุนในดีลที่ดีได้อย่างรวดเร็ว งบลงทุนในปี 2558-59 จำนวน 3.47 หมื่นล้านบาทสามารถใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดภายในกิจการและหนี้สินใหม่ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในปัจจุบันอยู่ที่ 0.67 เท่า
แนวโน้มสดใสมากขึ้นในปี 2558 เรายังคงมองว่า BCP จะรายงานกำไรปกติปรับตัวดีขึ้นโดดเด่นออกมาจากบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่สูงขึ้น, base GRM ที่ดีขึ้นจากปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับเหมาะสมที่สุด, และการเดินเครื่องตลอดทั้งปีของโซลาร์ฟาร์มกำลังการผลิตรวม 118 เมกะวัตต์ เรามองว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/58 น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก








