"นายกสมาคมนักวิเคราะห์" มองหุ้นไทยแพงขึ้น ชี้ 70% ของบริษัทจดทะเบียนพี/อีทะลุ 15 เท่า แนะกนง.ลดดอกเบี้ย หลังดอกเบี้ยแท้จริงพุ่งในรอบ 5 ปี
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทย เมื่อลบเงินเฟ้อออกพบว่าอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ภาคเศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจไม่เติบโต ดอกเบี้ยจึงไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เมื่อดอกเบี้ยสูงคนบริโภคน้อยลง การออมเงินมากขึ้นการบริโภคหดตัว ในขณะที่หนี้ในระบบยังอยู่ในอัตราที่สูง ทั้งระบบมีประมาณ 200% ของจีดีพี หรือคิดเป็น 24 ล้านล้านบาท คนไทยมีการกู้เงินสูง จึงควรลดดอกเบี้ยบ้าง นอกจากนี้ค่าเงินบาทยังแข็งสุดในอาเซียน จากดอกเบี้ยที่สูงดุลบัญชีเดินสะพัดบวกขึ้น ซึ่งแนวโน้มค่าเงินบาทจะอ่อนลง
ส่วนตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พีอีเรโช) สูงมากจากก่อนหน้า โดยปัจจุบันตลาดหุ้นไทยถูกกว่าภูมิภาค 7% จากก่อนหน้าที่ 16% แต่ในทางกลับกันผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยยังไม่สนับสนุนการเติบโต โดยหุ้นไทย 70% มีระดับพีอีเรโชเกิน 15 เท่า แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นอาจไม่แพงเพราะ ถูกถ่วงด้วยหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งนี้กำไรบริษัทจดทะเบียนลดลง 9 เดือนที่แล้วติดลบ 5% ทั้งปีน่าจะติดลบ 10% หรือมากกว่า การประมาณการนักวิเคราะห์ก็ปรับลดการเติบโตของหุ้นไทยต่อเนื่อง
สำหรับความเสี่ยงด้านการเมือง ถือว่ายังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งต้องรอผ่านการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ จึงจะเกิดเสถียรภาพ ส่งผลให้ตลาดหุ้นยังคงแกว่งตัวช่วงแคบๆ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยแพงแต่ลูกโป่งยังไม่แตกยังมีเวลาการแก้ไขพื้นฐานให้สนับสนุน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นพลังงาน ยังถือว่ามีความเสี่ยง จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและการค้นพบเชลแก๊สของสหรัฐ ซึ่งกดดันให้ผลประกอบการของกลุ่มพลังงานจะไม่เติบโตมากนัก อีกทั้งการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ยังเป็นความเสี่ยง ในการจัดหาแหล่งพลังงานรวมถึงสัมปทานที่มีอยู่เดิมใกล้จะหมดยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ในขณะเดียวกันในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนเริ่มมีการออกสัญญารับซื้อไฟลดลงเพราะความต้องการไฟเริ่มชะลอตัว
นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด เปิดเผยว่า ในปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นยังไม่อยู่ในทิศทางที่ดี พีอีเรโชยังไม่ถูก แต่ในแง่การลงทุนดูบริษัทจะเลือกจากธุรกิจเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นราคาถูก แต่ให้ดูปัจจัยพื้นฐานที่จะเติบโต ยังมีโอกาสเติบโต
โดยปัจจุบัน อาเบอร์ดีน ลงทุนทั้งหมด 1.8 แสนล้านบาทตลาดหุ้นไทยแพงแต่ยังมีโอกาสเติบโต โดยบริษัทยังให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนอยู่ โดยเลือกในบริษัทที่น่าลงทุนในระยะกลางหรือยาว มองในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ส่วนปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเป็นเรื่องที่ยากที่จะคาดการณ์จากปีก่อน 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่า ราคาน้ำมันจะไหลลงไปถึงระดับไหน ทำให้การประเมินมูลค่าพื้นฐานของหุ้นยากมาก ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นในกลุ่มพลังงานน้อยมาก
นายสุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นพลังงานน่าจะพลิกตัวขึ้นได้ใน 2 ปีจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในอนาคตทั้งนี้หุ้นในกลุ่มพลังงานนั้นค่อนข้างกว้างมาก ผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คือกลุ่มผลิตน้ำมันปิโตรเคมีแต่กลุ่มโรงกลั่นไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนกลุ่มปิโตรเคมียังมีแนวโน้มไม่ดีนัก จากการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังไม่ดี แต่พลังงานยังเป็นธุรกิจที่ใช้ความต้องการบริหาร ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้น พลังงานก็ฟื้นตัว ปัญหาคือเศรษฐกิจโลกขาดความต้องการ แต่ในทางกลับกันกลุ่มปั๊มน้ำมันเริ่มดีขึ้น
หุ้นพลังงานยังมีเสน่ห์ โดยหลังจากนี้มองว่าราคาน้ำมันจะเริ่มนิ่งมากขึ้น นักลงทุนไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ต่ำจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ ไม่มีหุ้นขนาดกลางที่น่าสนใจเข้ามาจดทะเบียน สินค้าที่มีอยู่ยังไม่พัฒนา ตลาดหุ้นไทยเสียโอกาส ตลาดหุ้นไทยยังโตได้อีกเยอะต้องพึ่งประเทศใกล้เคียงเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการปฏิรูปพลังงานในช่วงที่ผ่านมา มีหลายส่วนที่รัฐบาลดำเนินการแล้วสำเร็จ คือการปฏิรูปพลังงานแอลพีจี และเอ็นจีวี ทุ่นเงินกว่า 1.8 แสนล้านบาท ที่ใช้ในการอุดหนุนพลังงาน ทั้งนี้การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 นั้นยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยหาพลังงานมาทั้งหมด 21 ครั้งแต่ยังไม่พบพลังงานมากนัก ทำให้ต้องเร่งในการค้นหา









