ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
เราเริ่มทำการวิเคราะห์หุ้น SCC อีกครั้งด้วยคำแนะนำ "ซื้อ" จากการกลับมามีมุมมองใน เชิงบวกต่อการบริโภคปูนซีเมนต์ในประเทศอีกครั้ง และการปรับตัวดีขึ้นของความสามารถในการทำ กำไรที่ดีขึ้นอีกของธุรกิจเคมีภัณฑ์ นอกจากนี้ปี 2559 จะเป็นปีทองของธุรกิจซีเมนต์ของ SCC จากการเติบโตกำลังการผลิตสุทธิที่แข็งแกร่งและการปรับตัวดีขึ้นของความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของปูนซีเมนต์ในประเทศในมุมมองของเราถึงส่วนต่างโอเลฟินส์จะอ่อนตัวลง แต่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ของ SCC จะดีขึ้นในปี 2558 จากส่วนต่างโพลีเมอร์ต่อโมโนเมอร์ที่ดีขึ้น ราคาเป้าหมายปี 2558 ของเราอยู่ที่ 579 บาท อิงจาก PER ปี FY2558 ที่ 17.4 เท่า (S.D ที่ 1.0 เท่า)
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยกลับมาเข้าที่เข้าทาง : อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยคาดว่าจะกลับมามีการเติบโตภายในที่ประมาณ 6%-7% ในปี 2558 เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้ ได้ผ่านจุดตํ่าสุดไปแล้ว เพราะการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่จะทำให้การบริโภคปูนซีเมนต์นั้นกลับมา อย่างไรก็ตามการแข่งขันในตลาดในประเทศอาจ เข้มข้นขึ้นจากการเริ่มผลิตของโรงงานปูนซีเมนต์ใหม่ของ TPIPL (4 ล้านตัน) ในปลายปี 2557 อย่างไรก็ตาม สงครามด้านราคานั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก เนื่องจากกำลังการผลิตที่ตึงตัวนั้นไม่ดึงดูดใจให้ผู้ผลิตที่สำคัญรายอื่นๆ ใช้กลยุทธ์ด้านราคา อิงจากประมาณการการเติบโต ปริมาณการผลิตที่ 6% ราคาขายปูนซีเมนต์ของ SCC อาจลดลง 120 บาท/ตัน เพื่อรักษาระดับกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทที่ระดับเดียวกันกับปี 2557
…แต่ปีทองจะเป็นปี 2559 : ปี 2559 จะเป็นปีทองสำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์ของ SCC จากการเติบโตกำลังการผลิตสุทธิที่ 12.4% และผลกระทบของอุปทานในประเทศใหม่ที่ตํ่าลงมากโดย SCC มีแผนในการตั้งโรงผลิตปูนซีเมนต์ใหม่อีก 4 โรงในกัมพูชา, อินโดนีเซีย, พม่า และลาว ซึ่งคาดว่าจะดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 3/58, 4/58, 2/59 และ 3/60 ตามลำดับ ทั้งนี้กลุ่มปูนซีเมนต์นั้นมีสัดส่วนอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูงต่อ SCC (ประมาณ 15% ของอัตรา EBITDA) ขณะเดียวกันเรายังคาดอีกว่าตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศจะดียิ่งขึ้น จากการที่โครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้จะเริ่มการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้การเติบโตการบริโภคปูนซีเมนต์นั้นเพิ่มขึ้นไปอีกได้ ขณะเดียวกัน อุปทานส่วนเพิ่มทั้งหมดของ TPIPL จะถูกใช้หมดภายในสองปี (2558-2559)
ผลประกอบการเคมีภัณฑ์ยังคงเติบโต : แม้ว่าจะมีความสงสัยในเรื่องความได้เปรียบด้านการแข่งขันของโรงแคร็กเกอร์นาฟทา ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบเชิงลบจากอัตรากำไรของโพรพิลีนและเบนซีนที่ตํ่าลงอย่างมาก แต่เราคาดว่าผลประกอบการธุรกิจเคมีภัณฑ์ของ SCC นั้น น่าจะยังเติบโต เนื่องจาก 1) การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างโพลีเมอร์กับโมโนเมอร์ (แผนภาพที่ 3) และ 2) ส่วนต่างที่แข็งแกร่งของโพลีโพรพิลีนต่อราคาแนฟทา (แผนภาพที่ 4) เนื่องจาก SCC ถือหุ้นแค่เพียง 65% ใน MOC และ ROC แต่ถือหุ้น 100% ในหน่วยผลิตโพลีเมอร์ของบริษัทการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรโพลีเมอร์ต่อโมโนเมอร์จึงเท่ากับการเพิ่มขึ้นสุทธิของความสามารถในการทำกำไร ณ ส่วนต่างรวมที่ใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน การลดลงในอัตรากำไรของโพลีโพรพิลีนจากผลกระทบของผู้ผลิต LPG ในจีนก็มีผลกระทบที่จำกัดต่อผู้ผลิตแบบครบวงจรอย่าง SCC เนื่องจาก 1) ภาพรวมอัตรากำไรโพลีโพรพิลีน-แนฟทาจะยังคงแข็งแกร่งอยู่ แม้จะคาดถึงการลดลงเล็กน้อย และ 2) SCC ยังนำเข้าวัตถุดิบ LPG ที่ถูกจากสหรัฐ
มูลค่ากำลังจะสูงขึ้น : SCC ซื้อขายอยู่ PER ที่ 15.1 เท่า (ใกล้ค่าเฉลี่ย 3 ปี) และ PBV ที่ 3.0 เท่า (1.25 เท่า S.D.) อิงจากภาพรวมที่ดีขึ้นจากทั้งธุรกิจปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ ทำให้เราให้เป้า PER ในเชิงรุกที่ 17.4 เท่า (1.0 เท่า S.D.) ด้วยเหตุนี้ทำให้เราได้ราคาเป้าหมายปีFY2558 ที่ 579 บาท









