"ส.อ.ท." คาด อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ปีนี้โต 4% มูลค่ากว่า 1.9 ล้านล้านบาท ตลาดส่งออกขยายตัว 4% ตลาดในประเทศโต 7%
แนะรัฐปรับ "บีโอไอ" ยกเว้นภาษี"เอสเอ็มอีร่วมทุนต่างชาติ" และผลิตสินค้าทดแทนนำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน "เอกชน"เผยยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์หันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพิ่ม ดันภาพรวมอุตฯ ปีนี้โตสูงสุด 5-10%
สำหรับแนวโน้มในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ แม้ประเมินว่า จะได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออกที่เติบโตต่ำเพียง 4% ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโต 5-6% เพราะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และตลาดเงินโลก แต่ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และโบรกเกอร์ เห็นพ้องว่าแนวโน้มสดใส
นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน เลขาธิการกลุ่ม อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินล่าสุด แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ปีนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% มีมูลค่า 1.9 ล้านล้านบาท สูงว่าปีก่อนที่มีมูลค่า 1.81 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศขยายตัว 7% มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท และส่งออกขยายตัว 4% มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท โดยอีก 1-3 ปีข้างหน้ายอดส่งออกจะขยายตัว 3-5% และตลาดในประเทศขยายตัว 5-10%
"สาเหตุที่คาดการส่งออกจะโต 4% มาจากคาดการณ์ปีนี้จะเกิดภาวะเอลนีโญ่ ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ทำให้ยอดขายกลุ่มเครื่องทำความเย็น เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องทำความเย็น จะมียอดขายสูงขึ้น และไทยก็เป็นประเทศผู้ผลิตเบอร์ 1 ในสินค้ากลุ่มนี้ รวมทั้งความต้องการโทรทัศน์ดิจิทัลทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศสูงขึ้น ขณะนี้ไทยผลิตโทรทัศน์ดิจิทัลป้อนตลาดได้เพียง 25% ทำให้ยังมีช่องว่างขยายตลาดได้อีกมาก" นายกฤษดา กล่าว
แม้คาดการณ์ว่าส่งออกขยายตัว 4% แต่ต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมาที่ขยายตัว 5-6% เพราะตลาดโลกยังมีความผันผวน มีเพียงตลาดสหรัฐที่ฟื้นตัว ส่วนตลาดหลักอื่นๆ เศรษฐกิจปรับตัวลดลง รวมทั้งขีดความสามารถการแข่งขันของไทยลดลงด้วย เพราะประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย และเวียดนาม พัฒนาสินค้าได้ ขณะที่การส่งออกของไทยเข้าสู่จุดอิ่มตัว จึงต้องเร่งยกระดับสินค้าส่งออกให้สูงขึ้น ส่วนตลาดในประเทศยังมีความเสี่ยงเรื่องหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และสินค้าเกษตรตกต่ำ
ชงเพิ่มศักยภาพอุตฯไฟฟ้า-อิเล็กฯ
ทางกลุ่มฯ จึงเตรียมเสนอมาตรการ เพิ่มศักยภาพกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยแนวทางสำคัญภาครัฐ ควรแก้ไขมาตรการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) บางส่วน เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เข้ามาสร้างฐานการผลิตพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้ไทย
"เห็นว่าประเภทอุตสาหกรรม ที่จะได้รับการส่งเสริมลดหย่อนภาษี ควรพิจารณาจากอันดับของสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไทยนำเข้าสูงสุด เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม หากสินค้าใดยิ่งนำเข้ามาก ควรเพิ่มการสนับสนุนให้มาก เพื่อดึงเข้ามาผลิตภายในประเทศทดแทนการนำเข้า และยังเป็นฐานส่งสินค้าป้อนในตลาดอาเซียนได้อีกด้วย"
สินค้ากลุ่มนี้บางส่วนแม้จะไม่โดดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นกลุ่มที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ จึงควรสนับสนุนให้เข้ามาลงทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานการผลิตชิ้นส่วนที่ทันสมัย รองรับการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงได้
ควรเพิ่มสิทธิประโยชน์หนุน
"มาตรการบีโอไอ ขณะนี้ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ให้เข้ามาลงทุน หากอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศไม่สามารถรองรับได้ อุปกรณ์บางส่วนยังต้องนำเข้า ก็จะจูงใจให้บริษัทที่มีเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาลงทุนได้ยาก ดังนั้นไทยต้องเริ่มสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งแล้วอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีเทคโนโลยีสูง และนวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะตามเข้ามาลงทุนเอง" นายกฤษดา กล่าว
นอกจาก บีโอไอ ควรจะให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีการร่วมทุนกับต่างชาติ โดยสัดส่วนต่างชาติต้องไม่เกิน 49% ป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ รวมทั้งเป็นการรองรับนโยบายการส่งเสริมเอสเอ็มอีของญี่ปุ่น ให้ออกมาลงทุนในต่างประเทศ มาตรการนี้ช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย และโตไปด้วยกัน แทนการเข้ามาลงทุนทั้งหมด 100% ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็ง ขยายเครือข่ายการค้าไปยังนานาประเทศ และยกระดับเทคโนโลยีให้สูงขึ้น เพราะเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่ออกมานี้ ส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตัวเอง
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม คาดการณ์อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ปีนี้ การผลิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-2% โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 -1% ตามความต้องการของตลาดกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารที่เพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรมไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น
มั่นใจอุตฯอิเล็กทรอนิกส์โลกโตขึ้น
นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุน และการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และแผงไอซี รวมถึงแนวโนัมควรมต้องการของฮาร์ดดิสก์เทคโนโลยีใหม่อย่าง โซลิด สเตท ไดร์ฟ (SSD) เป็นผลมาจากความนิยมของสมาร์ทโฟน อัตราการขยายตัวของเทคโนโลยียุคใหม่ รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ทำให้การจัดเก็บข้อมูลมีความสำคัญ
ส่วนของไทย ปัจจัยหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เติบโตมากปีนี้ คือ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ หันมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของฮาร์ดดิสก์ และแผงไอซี เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการเติบโตของอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีนี้สูงสุด 5-10%
"เหตุผลหลักที่หันมาให้ไทยเป็นฐานการผลิตมากขึ้น เพราะไทยยังมีจุดแข็งหลายอย่าง ทั้งตัวเลข Efficiency เคพีไอ การส่งมอบ คุณภาพ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในไทยทำได้ดี ไม่แพ้ประเทศอื่น จึงทำให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่น"
ขณะเดียวกับมาตรการสนับสนุนภาครัฐ มีส่วนสำคัญ โดยรัฐต้องตระหนักถึงความสำคัญของอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดไปสู่การจ้างงาน ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นได้รับอานิสงส์จากอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเช่นกัน
จี้รัฐเร่งส่งเสริมดึงดูดต่างชาติลงทุน
จากนี้ไปรัฐบาลควรต้องมีมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน ที่ดึงดูดผู้ลงทุนได้ดีกว่าประเทศอื่น เป็น Super BOI Policy ปัจจุบันยอมรับว่า ประเทศอื่นยังมีนโยบายดึงดูดดีกว่าไทย รวมถึงขยายผลทำให้เกิดความร่วมมือในบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันการศึกษา และรัฐบาล แลกเปลี่ยนโนฮาว เพิ่มศักยภาพของคนไทย
"หลายบริษัทที่อยู่ในสมาคมฯ เห็นสัญญาณดีของการเติบโตปีนี้ มีการลงทุนอยู่เป็นระยะ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตทุกปีอยู่แล้ว หากไม่มีสถานการณ์ เช่นน้ำท่วม หรือความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ เพราะเราเติบโตตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป รวมถึงการขยายฐานของลูกค้า ขณะที่ไม่มีใครปฏิเสธว่า สมาร์ทโฟน ยังเป็นข้อดีให้ฮาร์ดดิสก์ เพราะยังเป็นวิธีหลักในการเก็บข้อมูล ยิ่งใช้สมาร์ทโฟนเยอะ อินเทอร์เน็ตเยอะ ฮาร์ดดิสก์ยิ่งตอบโจทย์ ปัจจุบันกว่า 80% ของข้อมูลยังเก็บบนฮาร์ดดิสก์"
ส่วนของเอสเอสดี ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นมาก แต่ด้วยราคาต่อความจุยังแพงมากราว 10-15 เท่า ทำให้ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ ยังมีส่วนแบ่งในตลาดหลักๆ อยู่ราว 70% และ เอสเอสดี 30% แต่เอสเอสดี มีแนวโน้มเติบโตสูงจากนี้ไป ปัจจุบันในไทยยังไม่มีการผลิตเอสเอสดี ฐานการผลิตใหญ่จะอยู่ที่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเป็นหลัก
บริษัทไทยยังมีศักยภาพมาก
ปัจจุบันถือเป็นทศวรรษของอิเล็กทรอนิกส์เลยก็ว่าได้ เพราะทั้งฮาร์ดดิสก์ และแผงไอซี ถูกติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น แผงไอซี ในปัจจุบันก็ถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์หลายรุ่น ขณะที่เอสเอสดี ก็มาแรง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ ก็เปลี่ยนมาใช้เอสเอสดี ส่วนฮาร์ดดิสก์ความจุมากๆ จะมาเติบโตในตลาดบนแทน เช่น พวกดาต้า สตอเรจ เซิร์ฟเวอร์
"ทุกบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยังมองไทยมีศักยภาพ การลงทุนต่อเนื่องของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์มีอยู่ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน การผลิตก็ต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะในส่วนของการวิจัย และพัฒนามีการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ในไทยไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของรัฐที่อาจจะต้องมองการดึงเอาอาร์แอนด์ดีเข้ามาในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลดีต่อไทยทั้งในระยะสั้น และระยะยาว" นายสัมพันธ์ กล่าว
เทรนใช้เทคโนโลยีหนุนยอดขาย
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปีนี้ ยอดขายเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน เพราะความต้องการใช้เทคโนโลยี มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ช่วยผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อยอดขายของบริษัทกลุ่มนี้
สำหรับตัวเลขส่งออกของประเทศปีนี้ หลายฝ่ายคาดจะฟื้นตัวได้ดีจากปีก่อน มองว่า เป็นปัจจัยที่ไม่มีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้ เพราะการเติบโตกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เทคโนโลยีของโลกเป็นหลัก หากยังมีความต้องการอยู่ คำสั่งซื้อจากลูกค้า ก็เข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินปีนี้อยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 32.7 บาทต่อดอลลาร์
"ปีที่แล้วแม้ส่งออกของไทยหดตัวมาก แต่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังเติบโตขึ้นได้ เพราะลูกค้าต้องการใช้สูงขึ้น สวนทางเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่เกิดปัญหา คำสั่งซื้อยังเติบโตได้ สำหรับการเติบโตปีนี้เชื่อว่าลูกค้าเก่า จะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม คาดยอดขายรวมทั้งกลุ่มเติบโต 12%"









