กลุ่มโรงกลั่นขาดทุน 86% รับผลกระทบราคาน้ำมันร่วงหนัก แตะจุดต่ำสุดในปี 2557 "ไออาร์พีซี" หนักสุด จากกำไรเป็นขาดทุน
ขณะนักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มกำไรปีนี้ดีขึ้น หวังขาดทุนสต็อกน้ำมันลดลง คาดราคาน้ำมันปีนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 60-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะซาอุฯผลิตน้ำมันเพิ่ม
ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างหนักในช่วงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่กระทบธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเท่านั้นที่กำไรลดลงอย่างมาก ธุรกิจน้ำมันของไทยต่างก็รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่นปี 2557 กำไรลดลงประมาณ 86.66% โดยมีกำไรรวมอยู่ที่ 5,775.50 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 43,282.21 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) IRPC มีกำไรลดลง 143.21% งวดปี 2557 ขาดทุน 5,234.63 ล้านบาท จากงวดปี 2556 มีกำไร 826.27 ล้านบาท บริษัทไทยออยล์จำกัด (มหาชน) TOP กำไรลดลง 143.21% โดยงวดปี2557 มีขาดทุน 4,025.89 ล้านบาทจากงวดปี 2556 มีกำไรสุทธิ 9,316.23 ล้านบาท
บริษัท พีทีที โกลบอล จำกัด (มหาชน) PTTGC กำไรลดลง 54.63% โดยงวดปี2557 มีกำไรสุทธิ 15,036.029 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 33,139.70 ล้านบาท
นางสาวนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ภาพรวมกำไรกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงในปี 2557 ถือว่าเป็นราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุด ดังนั้นบริษัทโรงกลั่นจึงมีผลขาดทุนจากราคาน้ำมัน ส่วนแนวโน้มปีนี้ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่นยังคงทรงตัว โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะมีการปรับตัวขึ้นมาได้ แต่ครึ่งปีหลังจะมีการอ่อนตัวลงไปทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีใกล้เคียงกับปี 2557
"สาเหตุที่ค่าการกลั่นจะปรับตัวขึ้นไม่ได้มากเนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีโรงกลั่นที่เกิดใหม่อีกหลายแห่งและมีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันดังนั้นโอกาสที่ค่าการกลั่นจะยืนสูงคงเป็นไปได้ยาก"นักวิเคราะห์กล่าว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า หลุมผลิตน้ำมันสหรัฐลดลงและสัญญา Long Contracts เพิ่มขึ้น หนุนราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวช่วงที่ผ่านมา ขณะที่การผลิตและสต็อกน้ำมันในสหรัฐทำสถิติสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดัน คงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้ไว้ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภาวะอุปทานส่วนเกินยังเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันครึ่งแรกของปีนี้ และมีแนวโน้มผ่อนคลายในครึ่งปีหลัง
"ฝ่ายวิจัยได้คงน้ำหนักการลงทุน เท่ากับตลาด เพราะมองราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้ ที่ต่ำกว่าปี 2557 ช่วยลดแรงกดดันของค่าการกลั่น และมีโอกาสบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันในครึ่งปีหลังปีนี้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่กังวลคือความขัดแย้งของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความกังวลด้านอุปทานในระยะสั้นหนุนให้ราคาน้ำมันดิบผันผวน"นักวิเคราะห์กล่าว
คาดอุปทานส่วนเกินกดดันราคา
สำหรับราคาน้ำมันดิบทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 เดือน ที่ผ่านมา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เพิ่มขึ้น 19% น้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 31% และน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้น 34% จากจุดต่ำสุดในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ด้วยแรงหนุนส่วนหนึ่งจากจำนวนหลุมขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลงต่อเนื่อง ปัจจุบันมีหลุมขุดเจาะที่ทำการผลิตน้ำมัน 1,056 หลุม ลดลงจาก 1,499 หลุม เมื่อสิ้นปี 2557 หรือลดลง 443 หลุม คิดเป็น 30% หากเปรียบเทียบกับจำนวนหลุมผลิตน้ำมันที่สูงสุด ณ เดือนต.ค.2557 เท่ากับ 1,609 หลุม คิดเป็นการลดลง 553 หลุม หรือ 43%
"เราประเมินว่าจำนวนหลุมขุดเจาะในสหรัฐ จะเริ่มมีแนวโน้มทรงตัวต่อจากนี้ หลังจากปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ 1,170 หลุม"
ขณะที่ระดับการผลิตน้ำมันในสหรัฐ และสต็อกน้ำมันยังอยู่ระดับสูง ซึ่งประเมินว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงระยะสั้น ด้วยแรงหนุนจากข้อมูลจำนวนหลุมขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐและปริมาณการทำสัญญา Long Contract ที่เพิ่มขึ้น
"ประเมินว่าปัญหาอุปทานน้ำมันส่วนเกินยังคงดำเนินอยู่ และจะกดดันให้ราคาน้ำมันกลับมามีทิศทางลดลงอีกครั้งหนึ่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ปัจจุบันระดับการสต็อกน้ำมันของสหรัฐคงอยู่ในระดับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นมากกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ไม่รวมน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์) สูงสุดในรอบ 80 ปี สะท้อนถึงความต้องการใช้ในสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำและระดับการผลิตที่อยู่ในระดับสูงขึ้นสู่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับข้อมูลการผลิตน้ำมันดิบของแหล่งสำคัญในสหรัฐที่ยังมีระดับการผลิตต่อหลุมขุดเจาะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางจำนวนหลุมขุดที่ลดลง
ประเมินราคาทรงตัวถึงปีหน้า
ฝ่ายวิจัยได้คงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2558 เท่ากับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มขึ้นเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2559 และทรงตัวที่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นครึ่งแรกของปีนี้ไว้ช่วง 45-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคาดว่าอุปทานน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงทั้งจากการคงระดับการผลิตของกลุ่มประเทศ โอเปค (OPEC) ไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน และระดับการผลิตของกลุ่มประเทศนอกโอเปค โดยเฉพาะจากสหรัฐ ยังเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับความต้องการใช้น้ำมันดิบทั่วโลกช่วงครึ่งแรกปีนี้ ขยายตัวจำกัดตามภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นระดับต่ำ และฤดูกาลขับขี่ในสหรัฐที่จะเริ่มต้นในเดือนพ.ค. อาจไม่ช่วยหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
คาดครึ่งปีหลังขยับที่ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันดิบช่วงครึ่งหลังปีนี้ คาดว่า จะสูงขึ้นเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้วยแรงหนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตทั้งจากกลุ่มประเทศโอเปคและนอกกลุ่มโอเปค รวมถึงความต้องการใช้ที่สูงขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว
ฝ่ายวิจัยได้คงน้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด โดยประเมินราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน มีแนวโน้มถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบ ที่มีโอกาสอ่อนตัวในระยะสั้น โดยถือเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้น เพื่อการลงทุนระยะยาว จากความคาดหวังการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีหลัง
ซาอุฯผลิตน้ำมันเพิ่มสู่ระดับ10ล้านบาร์เรล/วัน
พีไออาร์เอ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานเปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียกำลังเพิ่มขึ้นและอุปสงค์ทำให้การผลิตพุ่งขึ้นราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ในการรักษาส่วนแบ่งตลาดอย่างเคร่งครัด แทนที่จะลดการผลิตลงเพื่อพยายามทำให้ราคาพุ่งขึ้น
การผลิตของซาอุดีอาระเบียอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว
"อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นช่วยทำให้การผลิตอยู่ต่ำกว่าระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันเพียงเล็กน้อย"
ราคาน้ำมันดิ่งลง 60% ในเดือนมิ.ย.ถึงม.ค. และยังคงอยู่ที่ระดับต่ำ เนื่องจากอุปทานที่ล้นตลาดมีอิทธิพลมากกว่าความวิตกเกี่ยวกับปัญหาด้านการผลิต โดยการผลิตในซาอุดีอาระเบียทรงตัวจนถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย






