วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รธน.ใหม่ชงตั้ง'ธนาคารแรงงาน' เปิดช่องรับอนุสัญญาไอแอลโอ

กมธ.ยกร่างฯมีมติให้คงบทบัญญัติว่าด้วยธนาคารแรงงานเอาไว้ แต่ได้เพิ่มเติมถ้อยคำให้ชัดเจน คือ ธนาคารแรงงาน ถือเป็นธนาคารเฉพาะกิจ

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น เมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) ได้เข้าสู่การพิจารณาในส่วนที่ 9 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


สาระสำคัญคือ มาตรา (4/1/9) 1 ให้มีการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและผังเมืองตามหลักธรรมาภิบาล การเข้าถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมวางหลักการปฏิรูปไว้ 4 แนวทาง คือ


1.ปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร กฎหมาย และประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการผังเมือง อาทิ การจัดการทรัพยากรที่ดิน การจัดการทรัพยากรน้ำ พื้นที่คุ้มครองทางทะเล การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า


2.มีกลไกจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และประเมินผลผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ กองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินและพื้นที่ในทะเล รวมถึงการประเมินผลสิ่งแวดล้อมตามยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนพัฒนาทางพื้นที่


3.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยคำนวณต้นทุนตามความเสียหายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกบังคับคดีสิ่งแวดล้อม และ 4.ปรับปรุงกลไกและกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง


ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาในรายละเอียดและปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสมชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ปรับสาระสำคัญของบทบัญญัติที่เสนอแต่อย่างใด


จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณา ส่วนที่ 11 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านแรงงาน โดยมีสาระสำคัญของบทบัญญัติที่เสนอ คือ มาตรา (4/1/11)1 การปฏิรูปแรงงานต้องเป็นไปตามหลักการคือ


1.กำหนดกลไก ปรับปรุง หรือตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิของผู้ทำงานหรือผู้ใช้แรงงานให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง 2.ตั้งธนาคารแรงงาน หรือกองทุนแรงงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน


ทั้งนี้ สาระสำคัญคือเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะการรับรองสิทธิแรงงานตามที่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) กำหนดไว้ในอนุสัญญา ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมควรและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง หลังจากที่อนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนั้น ประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการ โดยเฉพาะการให้สัตยาบัน ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานเรียกร้องมาตลอด


อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ท้วงติงว่า อนุสัญญาไอแอลโอทั้ง 2 ฉบับซึ่งไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน การระบุบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญถือเป็นการบังคับให้รัฐบาลดำเนินการ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นหากจะให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานในการรวมตัวหรือเจรจาต่อรอง ต้องปรับใหม่เป็น "กำหนดกลไก ปรับปรุง หรือตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิผู้ใช้แรงงาน เพื่อรับรองเสรีภาพในการสมาคมและในการรวมตัว ร่วมเจรจาต่อรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ"


ขณะที่ประเด็นธนาคารแรงงาน ที่ประชุมได้ถกเถียงกันว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะตามเหตุผลของการเสนอเพื่อให้มีแหล่งเงินหรือกองทุนที่ผู้ใช้แรงงานสามารถเข้าถึงได้ง่าย และลดปัญหาของการกู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยที่สูง ทั้งนี้ มีผู้ที่เห็นว่าควรยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว แล้วแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินสำหรับผู้ใช้แรงงานโดยให้ธนาคารของรัฐที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบันทำหน้าที่แทน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ให้มีนโยบายสนับสนุนความต้องการของกลุ่มผู้ใช้แรงงานจะเหมาะสมมากกว่า


อีกทั้งการจัดตั้งธนาคารใดๆ ต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะที่ผ่านมามีธนาคารเฉพาะกิจที่ได้รับการจัดตั้งและขาดการบริหารจัดการที่ดี เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ ทำให้มีปัญหาอย่างมาก
อย่างไรก็ดี กรรมาธิการฯที่ต้องการให้คงเนื้อหาส่วนนี้ไว้ แสดงความคิดเห็นว่าข้อเสนอเรื่องธนาคารแรงงาน เป็นการปฏิรูปและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งการตั้งธนาคารก็ได้มีการศึกษาและมีแผนดำเนินการไว้แล้ว หากไม่รับข้อเสนออาจทำให้เกิดผลกระทบ และยากที่จะชี้แจงต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้เข้าใจได้


ท้ายสุด กมธ.ยกร่างฯมีมติให้คงบทบัญญัติว่าด้วยธนาคารแรงงานเอาไว้ แต่ได้เพิ่มเติมถ้อยคำให้ชัดเจน คือ ธนาคารแรงงาน ถือเป็นธนาคารเฉพาะกิจ เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย และยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนใช้แรงงาน