ไทยผงาดท็อป 4 ตลาดน่าลงทุนโลก แนะนำไอทีเพิ่มศักยภาพธุรกิจ เติมขีดความสามารถการแข่งขัน
"ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส" เปิดผลสำรวจความคิดเห็นซีอีโอภูมิภาคอาเซียน มั่นใจเศรษฐกิจโลกขาขึ้น - รายได้โตต่อเนื่อง ระบุไทยผงาดท็อป4 ตลาดน่าลงทุนรับอานิสงส์เปิดเออีซี ดันการค้า การลงทุน แต่หวั่นการเมืองไม่นิ่ง-ปัญหาคอร์รัปชัน-นโยบายรัฐปิดกั้น
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (พีดับบลิวซี) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) "จำนวน 1,322 คน ใน 77 ประเทศจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย "โกลบอล ซีอีโอ เซอร์เวย์" ประจำปี 2558 โดยระบุว่า ซีอีโอในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกระดับภูมิภาค รวมถึงรายได้ของบริษัทปีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกมาจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาพรวมจีดีพีทั้งภูมิภาคมีแนวโน้มขยายตัว ขณะเดียวกันยังเป็นตลาดเกิดใหม่ที่สังคมเมืองกำลังเติบโต กำลังซื้อจากชนชั้นกลางเพิ่ม ทั้งมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาไม่หยุด
ข้อมูลระบุว่า มีผู้นำธุรกิจในอาเซียนสัดส่วนถึง 49% จากผู้ตอบแบบสอบถาม 76 คนใน 7 ประเทศอาเซียน ยกเว้นพม่า ลาว บรูไน เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 45% สวนทางกับความเชื่อมั่นของซีอีโอโลกซึ่งเฉลี่ยที่ 37% ลดลงจากปีก่อนหน้า 44%
"ด้วยแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ผมมองว่าเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนปีนี้น่าจะเติบโตขึ้นอีกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อเปิดเออีซี จะยิ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะภูมิภาคนี้นับเป็นฐานการผลิตสำคัญของหลายๆ อุตสาหกรรม"
ผลการสำรวจปีนี้ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ธุรกิจชั้นนำทั่วโลกต่างให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยติดอันดับ 4 ของตลาดที่น่าลงทุนนอกเหนือจากกลุ่มประเทศ "BRIC" ที่ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน หากเทียบกับปีก่อนขยับขึ้นจากอันดับ 6 โดยมีเวียดนามขึ้นมาแทนที่ ขณะที่อันดับ 1 ยังเป็นอินโดนีเซีย รองลงมา ได้แก่ เม็กซิโก โคลัมเบีย ตามลำดับ
"ปีนี้ประเทศในอาเซียนที่ติดอันดับตลาดน่าลงทุนมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม จะเห็นว่าเวียดนามตามติดเรามาโดยตลอดหากไทยไม่เร่งปรับตัว ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาทักษะแรงงาน ก็มีโอกาสที่เงินลงทุนจะไหลไปตลาดเพื่อนบ้านได้"
พร้อมแนะว่า ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ซีอีโออาเซียนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีมากนักเมื่อเทียบกับมุมมองของซีอีโอทั่วโลกถึง 61% ซึ่งมองว่า เทคโนโลยีดิจิทัล คือโอกาสของธุรกิจ ขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็น 1 ในเมกะเทรนด์ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญสำหรับธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า
ขณะนี้ถือเป็นจุดเริ่มที่ต้นที่ดีที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเตรียมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้นหากดำเนินการสำเร็จจะยิ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งภาคธุรกิจต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับระบบปฏิบัติการแต่เนิ่นๆ เพิ่มมูลค่าสินค้าและศักยภาพการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม มี 3 ปัจจัยที่ซีอีโออาเซียนมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบาย ประกอบด้วย ความวุ่นวายทางการเมือง การจัดเก็บและผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป
ข้อมูลจากไอเอ็มเอฟประมาณการไว้ว่า จีดีพีประเทศไทยปีนี้จะเติบโตราว 4.6% เวียดนาม 5.6% ลาว 7.2% กัมพูชา 7.2% พม่า 8.5%
ผลสำรวจชี้ว่า ซีอีโออาเซียน 47% เชื่อว่าปี 2558 รายได้ของบริษัทจะเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา และเกินกว่าครึ่ง หรือ 54% ยังเชื่อมั่นว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีก 3 ปีต่อจากนี้ นับสูงกว่าซีอีโอโลกที่เชื่อมั่นเพียง 39% และ 49% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดสำคัญ 3 อันดับแรกที่ซีอีโออาเซียนมองว่า จะช่วยผลักดันให้รายได้ของพวกเขาเติบโต ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย
นายศิระกล่าวต่อว่า หลังจากเปิดเออีซี ทุกประเทศในอาเซียนจะได้รับผลดีจากขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น ด้วยประชากรในภูมิภาคที่มีรวมกันกว่า 600 ล้านคน ข้อมูลจากอาเซียนสแตทระบุด้วยว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมกัน 10 ประเทศ ณ สิ้นปี 2557 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์
ที่มาภาพ http://www.pwc.com/th/en/press-room/press-release








