รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ตอน "เทคนิคพิชิตหุ้น 2558" จับตาทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกับผู้เชี่ยวชาญ
นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน จำกัด กล่าวถึงทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ว่า เทคนิคการลงทุนที่ได้แนะนำไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 คือ ให้ถือเงินสด และลดพอร์ตลงทุน เพราะช่วงที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการที่ราคาหุ้นจะปรับขึ้นได้นั้น ต้องมีปัจจัยหนุน โดยแบ่งเป็น 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท โดยพิจารณาจากรายได้และกำไรย้อนหลังของบริษัทว่าเติบโตดีต่อเนื่องหรือไม่ และแนวโน้มในอนาคตยังเติบโตได้ดีหรือไม่ กับ 2.แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ หาก 2 ปัจจัยนี้อยู่ในเกณฑ์ดี จะเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นและราคาหุ้นปรับขึ้นแน่นอน
"ประเด็นคือว่าหากเราต้องการรู้แนวโน้มกำไรและรายได้ของบริษัท เราต้องพิจารณาจากข้อมูลของนักวิเคราะห์และปัจจัยแวดล้อม ไม่ได้
พิจารณาจากคำพูดของผู้บริหารหรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทว่ารายได้และกำไรของเขาจะดี เพราะหากพิจารณาย้อนหลังดูแล้วมันจะมองได้ว่ากำไรและรายได้ของเขาดีจริงหรือไม่ อย่าเชื่อเพียงแค่ผู้บริหารบอก"
"อย่าลืมว่าทุกปีจะมีการประมาณการกำไรของบริษัทว่าจะโต 10-15% ภายใต้ตัวเลขจีดีพีที่โต 4-5% แต่เมื่อพิจารณาจริงๆ จีดีพีไม่ได้โตตามนั้นเลย จีดีพีอาจโตเพียง 1-2% หรืออาจติดลบ แล้วกำไรบริษัทจะเติบโตได้ดีขนาดนั้นจริงหรือ" นายเอกพิทยา ให้ข้อคิด
ครึ่งปีหลังหุ้นไทยฟื้น
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน จำกัด กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีความ
ผันผวนทั้งแดนบวกและลบต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยไปได้ไม่ไกลมากนัก โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะเกิด "มิดไนท์ เซลล์" หรือเป็นช่วงให้นักลงทุนได้เลือกซื้อของถูก ซึ่งในสถานการณ์แย่ที่สุดก็เชื่อว่าดัชนีจะไม่ปรับลดลงต่ำกว่า 1,200 จุด เป็นแนวรับสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยกระทบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจของประเทศที่ยังชะลอตัว การใช้จ่ายภาครัฐที่ยังไม่เต็มที่ ส่งผลถึงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวแจ่มชัด ส่งผลให้การลงทุนในช่วงไตรมาสหนึ่งยังมีความเสี่ยง โดยเชื่อว่าตลาดหุ้นจะฟื้นตัวและดีขึ้นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
"หุ้นจะขึ้นได้ต้องมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจและพื้นฐานบริษัท แต่เมื่อทั้งสองอย่างยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ตลาดหุ้นก็ยังมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นไตรมาสแรกเรายังแนะนำให้ถือเงินสดเป็นหลัก เพราะตอนนี้ยังไร้ปัจจัยใหม่ๆ หนุน คนอาจจะคาดการณ์ว่าจะมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หลังจากรับข่าวดีการอัดฉีดคิวอี (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) แต่เรื่องนี้ตลาดหุ้นรับรู้มานานแล้ว เมื่อถึงเวลาอัดฉีดคิวอีจริงๆ ก็ไม่มีผล อาจจะเกิดแรงขายด้วยซ้ำ เพราะมันคือข่าวเดิมที่รับรู้ไปแล้วทางจิตวิทยา" นายเอกพิทยา ระบุ
ระยะสั้นยังเสี่ยง
เขาบอกอีกว่า ภาพตลาดหุ้นในระยะสั้นยังมีความเสี่ยง เพราะตลาดยังขาดปัจจัยใหม่ๆ หนุน โดยเรายังคงเน้นให้ถือเงินสดเป็นหลัก แต่นักลงทุนเก็งกำไรยังสามารถหาจังหวะที่หุ้นปรับลดลงเข้าซื้อได้ โดยประเมินว่าหากดัชนีสามารถยืนเหนือ 1,500-1,550 จุดได้ต่อเนื่อง เมื่อมีปัจจัยลบ ดัชนีก็จะปรับลดลงไม่แรงมากนัก แต่หากไม่สามารถยืนในจุดดังกล่าวได้ มองว่าดัชนีจะปรับลดลงแรง แต่จะไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,200 จุด
ทั้งนี้ นักลงทุนควรจับตา 3 จุดสำคัญ คือ 1,200 จุด 1,300 จุด และ 1,400 จุด หากดัชนีปรับลดลงแรงในช่วงไตรมาส 1 แล้ว นักลงทุนสามารถลุยลงทุนได้เต็มพอร์ตในช่วงไตรมาส 2
"ตลาดหุ้นระยะสั้น หรือในช่วงไตรมาส 1 จะเปราะบางมาก มีโอกาสที่จะเกิดแรงเทขายหนัก แต่ถ้าสามารถยืนเหนือ 1,500-1,550 จุดได้ก็ไม่น่ากังวล อาจจะมีการรีบาวด์ได้ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือจุดดังกล่าวได้แล้ว ดัชนีอาจปรับลดลงแรง แต่คงไม่ต่ำกว่า 1,200 จุด แม้จะมีปัจจัยลบรอบด้าน แต่ก็ยังสามารถลงทุนได้ แต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง" นายเอกพิทยา ย้ำ
แนะลุยหุ้นสายการบิน
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน จำกัด กล่าวอีกว่า หุ้นกลุ่มที่น่าลงทุนมากที่สุดในขณะนี้ คือ หุ้นกลุ่มสายการบินที่ได้รับอานิสงส์จากยอดผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง มั่นใจว่าผลประกอบการหุ้นในกลุ่มสายการบินจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนมาก เพราะนอกจากยอดผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคตแล้ว ราคาน้ำมัน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รายได้และกำไรของหุ้นกลุ่มสายการบินปรับตัวดีขึ้นด้วย
ต้นทุนราคาน้ำมันในปัจจุบันปรับลดลงมากกว่า 50% จากราคา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ประมาณ 50 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเชื่อว่าจะอยู่ในระดับเช่นนี้ต่อไป ซึ่งหุ้นในกลุ่มสายการบิน อย่าง บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) และ บมจ.การบินไทย (THAI) ถือว่าน่าลงทุนทั้งหมด
"แต่เดิมเรามองว่าหุ้นกลุ่มที่น่าลงทุนน่าจะเป็นหุ้นกลุ่มไอซีที แต่พอให้เปลี่ยนการคิดค่าโทรจากนาทีเป็นวินาที ราคาหุ้นกลุ่มนี้ก็แผ่วลง ขณะที่กลุ่มธนาคาร ผลประกอบการที่ผ่านมาก็ไม่ดีนัก จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การปล่อยสินเชื่อก็ลดลง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ความต้องการก็ชะลอลง กลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันก็ปรับตัวลดลงแรง ดังนั้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดในตอนนี้ คือ กลุ่มสายการบิน" เขากล่าวทิ้งท้าย









