“นายกฯ” ยืนกราน 18 ก.พ.นี้ เปิดเอกชนยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ลั่นเปิดไปก่อน ไม่ดีพร้อมยกเลิก เผยมีเอกชนสนใจซื้อซองประมูลแล้ว 13 ราย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องชะลอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่า ปัญหาขัดแย้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 กำลังหาทางแก้กันอยู่ ซึ่งจะไม่มีการคุยกับนายอภิสิทธิ์ เป็นส่วนตัว แต่จะให้กระทรวงพลังงานไปหาทางพูดคุยให้เรียบร้อย อะไรที่มาถึงตนถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะตนเป็นผู้ตัดสิน ตอนนี้ยังมีช่องทางพูดคุยอยู่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันที่ 18 ก.พ.นี้ เป็นวันที่กำหนดให้เอกชนยื่นขอรับสัมปทานนั้น ถ้ายืนยันก็เปิดไปตามกติกาเดิมบางส่วน แต่ข้อตกลงบางส่วนสามารถเปลี่ยนได้ อย่างพื้นที่ 3-4 แปลงที่เป็นแปลงใหม่ ส่วนแปลงเก่าเปิดมาหลายรอบแล้ว จะเปิดได้หรือไม่ได้ก็จะไปคุยกันนายกฯยันไม่กังวลฝ่ายคัดค้าน
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่มีหลายภาคส่วนแสดงความเป็นห่วง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากังวลเรื่องอะไร ต้องเอาเหตุผลมาว่ากัน ให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดกันต้องรู้เรื่อง ถ้ามีข้อมูลแล้วกระทรวงพลังงาน ตอบไม่ได้ก็ไปหาทางออกมา ไม่อย่างนั้นตนไม่เอาด้วย เพราะปัญหาติดไปหมดทุกเรื่อง
“ผมไม่ได้หมายความว่าจะดันทุรัง ถ้าข้อมูลสู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ ต้องสู้กันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เอาข้อมูลมาลอยๆ มันไม่ได้ ต้องเอาตัวเลขมาเจอกัน ดูว่าทำเองได้หรือไม่สำรวจเองได้หรือเปล่า เราพร้อมหรือยัง ต้องไปพูดเรื่องนี้กับคนที่คัดค้านมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เดินหน้าเปิดเอกชนยื่นขอสัมปทาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าวันที่ 18 ก.พ.นี้ ยืนยันที่จะเปิดให้เอกชนยื่นขอรับสัมปทานไปก่อน แต่ถ้าไม่ได้ตนคิดว่าก็ยกเลิกได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมาย ต้องดูกัน เพราะต้องใช้เวลาสำรวจนานกว่าจะขุดเจาะประมาณ 5-6 ปี เราต้องเตรียมการ เพราะบริษัทที่รับสัมปทานต้องลงทุน ต้องกู้เงิน ต้องให้เขามีเวลาตรงนี้ ไม่อย่างนั้นก็ลงทุนไม่ไหว แต่ถ้าเราทำเองก็ใช้เงินมหาศาลต้องไปดูความคุ้มค่าก่อน
เมื่อถามว่าจะเรียกร้องไปยังผู้คัดค้านหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่เรียกร้องอะไรกับผู้คัดค้าน แต่อยากทำความเข้าใจมากกว่า อย่าเรียกร้องอย่าบังคับเลย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเป็นเรื่องอื่นอีก เพราะเรื่องอื่นก็มีปัญหาหมด
เตือนพวกค้านเกิดปัญหารับผิดชอบ
เมื่อถามว่าหมายถึงผู้คัดค้านเองต้องมีทางออกให้ กรณีเกิดปัญหาพลังงานไม่มีใช้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าต้องมีทางออกถ้าเกิดปัญหาพลังงานไม่มีใช้ ต้องมีคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องตอบคำถามตนให้ได้ กรณีที่จะปรับปริมาณการส่งแก๊สจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยปีหน้า เพราะเป็นวงรอบของประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต หากปริมาณหายไป 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต ตรงนี้จะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าแหล่งพลังงานที่ใช้ส่วนหนึ่งใช้ในประเทศ เมื่อไม่เพียงพอก็ต้องซื้อจากต่างประเทศ ถ้าในประเทศมีน้อยลงเรื่อยๆก็ต้องซื้อทั้งหมด ราคาก็ต่างกัน โดยแก๊สในประเทศจะถูกกว่าประมาณ 200 บาทต่อล้านบีทียู แต่ต่างประเทศ 300-400 บาทต่อล้านบีทียู ขึ้นไป
นายกฯชี้พร้อมจัดเวทีพูดคุย
ดังนั้นต้องเตรียมหาแหล่งใหม่มาสำรอง พลังงานที่จะหมดลง ส่วนที่ซื้อก็ซื้ออยู่แล้ว ทุกวันนี้เราใช้พลังงานในบ้านเราที่มีอยู่เกินจึงไม่เพียงพอ แต่ถ้าในประเทศหมด ขณะที่สัมปทานปีนี้ยังเปิดไม่ได้ อีก 5 ปีของเดิมหมดจะทำอย่างไร ถ้าไม่ไล่ขุดเจาะใหม่ในประเทศก็ต้องไปซื้อทั้งหมด พอซื้อทั้งหมดจะกลายเป็นว่าต้องซื้อ 300- 400 บาทต่อล้านบีทียู แทนที่จะซื้อ 250 บาทต่อล้านบีทียู แบบในปัจจุบัน ซึ่งต้องดูในภาพรวมด้วย
“โอเค ผมฟังทั้งหมด แต่ผมต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่รู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ อะไรต่างๆ รวมถึงทรัพยากรธรณี เกี่ยวกับน้ำมัน เขามาชี้แจงกัน เดี๋ยวจะจัดเวลาให้คุยกัน อย่าเพิ่งให้ตัดสินเลย แต่ผมคงไม่ลงไปพูดคุยเอง เมื่อคุณเอาข้อมูลมายืนยันกับรัฐก็หาข้อมูลมาให้สมบูรณ์ และเอาคำถาม มาคำถามเดียวแล้วต่างคนต่างตอบ ถามว่าใครตัดสิน ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ เถียงกันไปมาแล้วไม่ยอมรับกัน ใครจะเป็นคนตัดสิน สื่อไปนั่งฟังด้วยเหตุผลทางไหนได้เรื่องแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าออกมาว่าทำไม่ได้ ต้องมีคนรับผิดชอบ ต้องทำหลักฐานไว้ ว่าวันนี้ทำไม่ได้ เพราะอะไร ใครบ้าง แล้ววันหน้ามาว่ากัน วันหน้าผมก็ไม่อยู่แล้วมั้ง แก๊สแพงก็ไปฟ้องศาลเอา ว่าใครทำให้มันเกิดปัญหาผมว่าอย่างนั้นดีกว่า” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เอกชน13รายยื่นซื้อซองประมูล
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายตีแยรี วีโต เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ได้ยืนยันว่าบริษัท โทเทล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ จะเข้าร่วมการประมูลรอบนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเอกชนสนใจเข้ามาซื้อซองประมูลขอรับสัมปทานแล้ว 13 ราย
กรณีที่มีบางกลุ่ม ขอให้รัฐบาลชะลอการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ขณะนี้ยังไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของภาคเอกชน โดยรัฐบาลได้ชี้แจงไปยังภาคเอกชนที่ยื่นประมูลแล้ว ว่าในแปลงสัมปทานในทะเลที่มีศักยภาพ อาจต้องใช้ระบบการแบ่งปันผลผลิต ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเปิดช่องให้มีการใช้ได้ทั้งระบบสัมปทานและการแบ่งปันผลผลิตถือว่า เป็นทางออกที่ดีเพราะรัฐบาลมีทางเลือกในการใช้วิธีที่เหมาะสม ในการเลือกรูปแบบผลประโยชน์สูงที่สุดที่ประเทศจะได้รับในอนาคต
“บริษัทโทเทลเคยเข้ามาแข่งขันการเปิดสัมปทานรอบที่ผ่านๆ มาแต่ไม่ได้รับการคัดเลือก แต่เขามีความตั้งใจที่จะเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมในไทย ได้วางหลักประกันเป็นวงเงินหลายล้านบาท ส่วนโรงงานฟ้านิวเคลียร์ที่ฝรั่งเศสหารือ เพราะเขาเก่งเรื่องนี้ถ้านับขนาดพื้นที่ประเทศเขามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากสุดในโลก เราก็บอกเขาไปตรงๆว่าไทยยังไม่มีนโยบายที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะเห็นบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่น เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
กมธ.พลังงานหนุนเปิดสัมปทาน
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ประธาน สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เนื่องจากมีการร้องเรียนจากภาคประชาชนว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 อาจทำให้รัฐได้สิทธิประโยชน์น้อยเกินไปเนื่องจากกฎหมายไม่เป็นธรรม
โดยพล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธาน คณะกรรมาธิการพลังงาน สนช. ระบุว่ากรรมาธิการพลังงาน เห็นด้วยที่รัฐบาลเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งกำหนดการยื่นซองวันที่ 18 ก.พ.นี้ เพราะมีความจำเป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากล่าช้าไปอาจเกิดปัญหาต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกรรมาธิการวิสามัญฯที่จะตั้งขึ้นประกอบด้วยสามฝ่ายคือ สนช. ภาครัฐ เอกชนรวมถึงภาคประชาชนด้วย






