ธนารักษ์เร่งสำรวจที่ราชพัสดุ 12.5 ล้านไร่หวังทำมาสเตอร์แพลนจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ตรงตามเป้าหมาย
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายธนารักษ์ทั่วประเทศว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจที่ราชพัสดุทั่วประเทศจำนวน 12.5 ล้านไร่ว่ามีการใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เพื่อจะจะได้มีการปรับอัตราค่าเช่าให้ตรงตามการใช้ประโยชน์ เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการเกษตร หรือที่ดินใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ รวมทั้งสำรวจที่ราชพัสดุในความครอบครองของส่วนราชการทั้งหมดด้วย เพื่อจะได้นำมาจัดทำมาสเตอร์แพลนในการบริหารที่ราชพัสดุให้เหมาะสมต่อไปในอนาคต คาดว่าแผนดังกล่าวจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้หรือสิ้นปีงบประมาณ 2558 ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้จัดสรรพื้นที่ได้เหมาะสมในการทำศูนย์ราชการ ให้เอกชนเช่าหรือจัดโชนนิ่งที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นต้น
นอกจากนั้น จะดำเนินการเข้มงวดกับผู้บุกรุกที่หลวงให้เด็ดขาด โดยจะดึงกลุ่มนี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบหรือทำสัญญาเช่าที่ดินให้ถูกต้อง ทั้งการอยู่อาศัย การทำการเกษตร หรือการลงทุนเชิงพาณิชย์ โดยใช้โมเดลสวนผึ้งเป็นแบบอย่างเนื่องจากพบว่ามีการบุกรุกที่จำนวนมากประมาณ 6 แสนไร่ ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้ามาทำสัญญาเช่าอย่างถูกต้องแล้วประมาณ 172 รายกว่า แสนไร่ ที่บุกรุกที่ทำรีสอร์ท โดยหลังจากนี้จะเข้าไปดำเนินการที่จ.กาญจนบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งรวมๆแล้วทาวประเทศน่าจะมีการบุกรุกที่หลวงประมาณ 2.9 ล้านไร่
“การจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุนั้นถือว่ามีอัตราต่ำมากเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกรมฯ ดังนั้นผู้เช่าจึงควรเสียค่าเช่าตามการใช้ประโยชน์ซึ่งพาณิชย์จะต้องแพงกว่าที่อยู่อาศัยหรือทำการเกษตรหรือกรณีมีการโอนสิทธิการเช่าให้รายใหม่ก็ต้องเสียค่าเช่าในอัตราใหม่เพราะจะมีการปรับเพิ่มทุก 3 ปีประมาณร้อยละ 15 อยู่แล้ว โดยต่อไปที่ราชพัสดุในความครอบครองของส่วนราชการก็จะมีการประเมินราคาด้วยเพื่อให้มีการนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้นจากที่ผ่านมาอาจมีการทิ้งไว้เฉยๆ”นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว
ส่วนการจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรจำนวน 3 พันแปลงนั้นน่าจะดำเนินการได้ทันภายในปีนี้ตามนโยบารัฐบาล โดยเริ่มที่กลุ่มเกษตรกรกรชาวสวนยางที่จ.สุราษฎ์ธานีก่อนประมาณ 6 พันไร่ ส่วนการประเมินที่ดินรายแปลงทั่วประเทศ 30 ล้านแปลงนั้นขณะที่ประเมินไปได้แล้ว 7-8 ล้านแผลงในปีงบประมาณนี้จะประเมินได้อีก 7-10 ล้านแปลงส่วนที่เหลือจะดำเนินการให้เสร็จภายในครึ่งปีแรกของปี 2559 เพื่อให้สอดรับกับพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กำลังจะออกมา
อย่างไรก็ตามกรมธนารักษ์จะเร่งพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆที่ใช้ที่ราชพัสดุและยังมีปัญหาคาราคาซังประมาณ 10 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ติดปัญหาพ.ร.บ.ร่วมทุนเดิม โดยหลังจากที่ปลดล็อกพ.ร.บ.ร่วมทุนแล้วกรมฯก็จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถหาข้อยุติได้ภายในปีนี้
ส่วนกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย((รฟท.)จะคืนที่ราชพัสดุ 3 แปลงมาให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นการลดภารหนี้สินนั้น หลังจากนี้กรมฯจะไปหารือกับรฟท.อีกครั้ง จากนั้นจะนำมาพิจารณาว่าแต่ละแปลงควรพัฒนาใช้ประโยชน์ทางด้านใด โดยให้เอกชนเป็นผู้เสนอโครงการและประมูลการใช้พื้นที่คาดว่าจะได้เงินเข้ามาอีกหลายหมื่นล้าน
สำหรับแนวทางการบริหารเหรียญกษาปที่หมุนเวียนในระบบนั้น ยังไม่มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนรูปบแบเหรียญใหม่ แต่จะเน้นดึงเหรียญที่แช่นิ่งตามสถานที่ต่างๆ เช่น วัด ตู้หยอดเหรียญให้ออกมาหมุนเวียนในระบบและปรับปรุงระบบการกระจายเหรียญไปตามพื้นที่ต่างๆให้ทั่วถึงมากขึ้นผ่านศูนย์กระจายเหรียญของกรมที่มีอยู่ 6 ศูนย์ทั่วประเทศโดยให้มีต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อไม่ให้เหรียญกระจุกตัวหรือขาดตลาดในที่ใดที่หนึ่ง









