วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนตั้ง'ตลาดโกลด์เอ็กเชนจ์'วุ่น

นายกสมาคมค้าทองคำ ร้องทีเฟ็กซ์ ขอรับทราบโครงสร้างจัดตั้งตลาดโกลด์เอ็กเชนจ์ หลังยื่นข้อเสนอขอถือหุ้น 70 %

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า สมาคมได้ร้องขอความชัดเจนในโครงสร้างของการตั้งตลาดกลางเพื่อซื้อขายทองคำ หรือ โกลด์เอ็กเชนจ์ ว่ามีแผนธุรกิจรวมถึงโครงสร้างธุรกิจอย่างไร โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชี้แจงในส่วนนี้ และเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตรง ซึ่งเรื่องดังกล่าวควรจะมีการพูดคุยกับทางสมาคมก่อนในฐานะผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต
"สมาคมอยากรับทราบถึงโครงสร้างของการตั้งตลาดโกลด์เอ็กเชนจ์ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนในหลายเรื่อง ซึ่งเรากังวลว่า หากภาครัฐดำเนินการกันโดยไม่ให้เรารับทราบโครงสร้างต่างๆ ก่อน อาจเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต"
โดยที่ผ่านมาทางสมาคมได้เสนอแผนงาน และร้องขอถือหุ้นในส่วน 70% และให้ทีเฟ็กซ์เข้าถือหุ้น 30% ซึ่งทางตลาดอนุพันธ์ไม่ยินยอม และต้องการถือหุ้นทั้ง 100% ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องแผนงานกับทางสมาคม ทางสมาคมอยากร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกับสมาคม และในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นนั้น สามารถเจรจากันได้ หากตลาดหลักทรัพย์ไม่ยินดีที่จะให้สมาคมถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า
ส่วนข้อสงสัยว่า ทำไมผู้ค้าทองคำจะต้องร้องข้อสัดส่วนการถือหุ้นที่มากกว่า เพราะเห็นในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ที่ภาครัฐดำเนินการกันเองสุดท้ายแล้วไม่มีใครมาใช้ประโยชน์ และต้องมาชักชวนให้โบรกเกอร์ทองคำของไทยให้เข้าไปทำการซื้อขาย ซึ่งกังวลว่า หากภาครัฐบาลทำกันเองอาจเกิดปัญหาเหมือนในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ เอเฟด ที่ไม่มีผู้เข้าไปทำการซื้อขาย แต่หากตลาดหลักทรัพย์กังวลว่าจะมีความเสี่ยงในเรื่องของการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาประโยชน์ ในเรื่องนี้ก็สามารถพูดคุยเพื่อวางกฎเกณฑ์ได้
อย่างช่วงที่ผ่านมา การซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าที่ปรับลดลงเหลือ 5,000 - 7,000 สัญญาต่อวัน ส่งผลกระทบกับโบรกเกอร์ 7 ราย ที่ให้บริการซื้อขายอนุพันธ์ทองคำอย่างเดียว ได้รับผลกระทบ มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 50 % ที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ แต่ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ
“อย่างในช่วงที่ผ่านมาโบรกเกอร์ทองคำได้รับผลกระทบอย่างมาก โบรกเกอร์ทองคำเหมือนอยู่ในห้องไอซียู มูลค่าการซื้อขายลดลงแต่เรายังต้องมีค่าใช้ประจำอยู่ ซึ่งโบรกเกอร์หลายรายก็ได้รับผลกระทบการขาดทุนตั้งแต่ราคาทองคำปรับตัวลดลงแรง ซึ่งโบรกเกอร์ทองคำก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรกับทีเฟ็กซ์ ก็แล้วแต่ใจของตลาดหลักทรัพย์ว่าจะช่วยเหลืออย่างไรหรือไม่ก็แล้วแต่น้ำใจของเขา"
โดยค่าใช้จ่ายประจำที่ยังต้องมีอยู่คือ ค่าธรรมเนียมการให้บริการซื้อขาย ค่าใช้จ่ายด้านใบอนุญาต ค่าใช้จ่ายค่ารักษาระบบการซื้อขาย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นรายจ่ายประจำ ซึ่งโบรกเกอร์ทองคำประมาณ 7 ราย ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านการให้บริการอนุพันธ์ ด้านอื่นทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งตลาดควรให้ความช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลค่าการนำเข้าส่งและส่งออกทองคำในปีนี้ คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนเล็กน้อย หลังจากราคาทองคำเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย โดยปีที่ผ่านมามียอดการนำเข้าทองคำอยู่ที่ 159 ตัน ลดลงจากปี 2556 ที่ 318 ตันหรือลดลง 50 % ซึ่งการนำเข้าทองคำในปี 2557 ลดลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี เพราะก่อนหน้าปี 2557 เป็นช่วงที่ราคาทองคำร้อนแรง ทำให้เกิดการนำเข้าทองคำเพื่อมาเก็งกำไรจำนวนมาก ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการนำเข้าทองคำมูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่พอราคาปรับลดลง ทำให้การนำเข้าทองคำปรับลดลงไปด้วย
กรอบราคาทองคำในปีนี้ยังมองอยู่ที่1,100 - 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ในระยะสั้นจะได้เห็นราคาทองคำทะลุแนวต้านที่ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ปัจจัยลบในปีนี้ยังมีอยู่จำนวนมาก จึงมองว่ากรอบราคาทองคำน่าจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
"ราคาทองคำในปีนี้ยังมีความเสี่ยงปรับตัวลดลงอีกต่ำกว่าปีก่อน เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงในอีกหลายเรื่อง ทั้งการปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 2 ถึงต้นไตรมาสที่ 3 และยังมีปัจจัยในเรื่องของค่าเงินสหรัฐที่ยังแข็งค่า รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจในอีกหลายประเทศ"
ช่วงที่ผ่านมาการปรับตัวลดลงของราคาทองคำส่งผลกระทบโดยตรงกับเหมืองทองคำ ที่มีอยู่จำนวน 3,500 แห่งทั่วโลก ปิดตัวไปแแล้ว 261 แห่ง และยังมีทิศทางที่จะปิดเหมืองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยพยุงราคาทองคำไม่ให้ปรับตัวลดลงไปมากนัก ส่วนการประเมินกรอบราคาทองคำในประเทศเป็นสิ่งที่คาดการณ์ยากมาก เพราะค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ค่าเงินบาทปัจจุบันที่ 32 บาทต่อดอลลาร์อาจอ่อนค่าไปที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าหรืออ่อนค่า 1 บาท ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำทันที 600 บาท จึงเป็นเรื่องยากที่จะประเมินราคาทองคำในประเทศ
อย่างไรก็ตามสำหรับคำแนะนำการลงทุนนั้น ให้นักลงทุนเน้นการลงทุนในระยะสั้น และรอจังหวะการเข้าซื้อทองคำในช่วง 1,100 ดอลลาร์ และทยอยขายเมื่อราคาปรับเพิ่มขึ้น ส่วนนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนควรรอให้การปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐมีทิศทางที่ชัดเจนก่อน
นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนอาจไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะที่ผ่านมาราคาทองคำมีการเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเทศกาลเหมือนในอดีต โดยกรอบราคาทองคำในประเทศระยะสั้นจะอยู่ที่ 18,500 บาทต่อบาททองคำ ถึง 20,500 บาทต่อบาททองคำ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ ในเดือนก.พ. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 52.69 จุด ลดลง 5.64 จุด เป็นการปรับตัวลดลงเล็กน้อยแต่อยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 จุด สะท้อนกับความคิดเห็นนักลงทุนที่มองว่าราคาทองคำอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ในกรอบจำกัด โดยในระยะสั้นนักลงทุนมองว่าปัจจัยที่มีผลกับราคาทองคำมากที่สุด คือวิกฤติหนี้กรีซ ที่จะมีการผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดมากขึ้น อาจส่งกระทบกับความเป็นปึกแผ่นของยูโรโซน 41.31 % ค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางแข็งค่า ที่ 41.10 % ปัจจัยราคาน้ำมัน 33.47 % ปัจจัยด้านการปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐ 29.87 % และการเก็งกำไร 26.91 % โดยจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 472 ตัวอย่างถึงการซื้อทองคำในช่วงเดือนก.พ.พบว่า นักลงทุนมีมุมมองว่าจะไม่ซื้อทองคำในเดือนนี้ 38.25 % ซื้อทองคำในเดือนนี้ 36.54 % และไม่แน่ใจ 25.21 %
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทองคำในระยะ 3 เดือนล่วงหน้า ดัชนีอยู่ที่ 52.31 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.44 จุด เป็นมุมบวกตามปัจจัยเสี่ยงที่มีเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลกระทบกับราคาทองคำมากที่สุดคือ ค่าเงินดอลลาร์ 40.99 % ราคาน้ำมัน 33.13 % ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ 31.26 % ความต้องการทองคำ 31.06 % และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 28.16 %
ส่วนราคาทองคำในประเทศ ผู้ค้าทองคำมองว่าน่าจะเคลื่อนไหว 17,500 - 21,500 บาทต่อบาททองคำ โดยมีกรอบล่างอยู่ที่ 17,500 - 19,500 บาทต่อบาททองคำ มีความถี่หนาแน่นที่ 18,500 - 19,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะกรอบบนอยู่ที่ 20,000 - 21,500 บาทต่อบาททองคำ และมีค่าความถี่หนาแน่น 20,500 - 21,000 บาทต่อบาททองคำ