ประธานบอร์ดปตท.ชี้ราคาน้ำมันลดลงกระทบบริษัทในเครือแค่ผลทางบัญชี "ไพรินทร์" ย้ำจะไม่เห็นน้ำมันลิตรละ 100 ดอลลาร์
เหตุเริ่มมีการใช้แก๊สมากขึ้น ต้นเหตุกดราคาน้ำมัน คาดปีนี้จะอยู่ในช่วง 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เร่งปรับแผนลงทุนใหม่ไตรมาสแรกปีนี้ พร้อมเข้าซื้อสินทรัพย์อัพสตรีมราคาถูก
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อทิศทาง ราคาน้ำมันที่ระดับ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ว่าจะไม่ยั่งยืนหากราคาน้ำมันในตลาดโลกต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบต่อการผลิตน้ำมันแหล่งใหม่และโครงการลงทุนใหม่ๆ หลายโครงการมีต้นทุนสูง เช่น การขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึก เชลแก๊ส เชลออย และแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันของทั้งโลกลดลง ในที่สุดราคาก็จะปรับสูงขึ้น เห็นได้จากราคาน้ำมันที่เริ่มปรับขึ้นมาใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
"ไม่อยากคาดว่าราคาน้ำมันจะไปเท่าไหร่ ความผันผวนราคาน้ำมันเป็นเรื่องปกติ ราคาตอนนี้ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็มีเหตุผลในภาวะที่การผลิตของโลกยังสูง ความต้องการเพิ่มไม่มาก แต่ระยะยาวระดับราคาปัจจุบันอยู่ไม่ได้ เพราะการลงทุนใหม่ๆก็จะไม่เกิด ในที่สุดราคาน้ำมันก็จะสูงขึ้น หากไปถึง 60-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือว่ายั่งยืนสมเหตุผลมากกว่า ขณะเดียวกันราคาก็ไม่น่าไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยกเว้นจะเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง จนกระทบการผลิตน้ำมันอย่างรุนแรง
ผลราคาน้ำมันกระทบทางบัญชี
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่าราคาน้ำมันที่ลดลงไม่ได้กระทบโดยตรงต่อปตท. หากแต่ส่งผลทางอ้อมต่อบริษัทในเครือ เช่น ปตท.สผ. ที่มีธุรกิจขุดเจาะและสำรวจแหล่งพลังงาน มีรายได้ขึ้นลงตามราคาน้ำมันและแก๊ส เมื่อราคาน้ำมันลดลงทำให้เกิดการด้อยค่าของโครงการลงทุน เป็นการด้อยค่าทางบัญชีเท่านั้น ไม่ต้องใส่เงินเพิ่ม หรือโครงการที่ไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์อาจต้องลดค่าใช้จ่าย
สำหรับธุรกิจโรงกลั่นอาจขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ถืออยู่ ถือเป็นภาพลวงตาของธุรกิจการกลั่นน้ำมันที่ขาดทุนไตรมาสที่ผ่านมา เพราะเป็นการขาดทุนทางบัญชีเช่นกัน สต็อกเหล่านี้ต้องเก็บไว้เป็นสำรองตามกฎหมาย ในภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นยังค่อนข้างดี ต่างจากช่วงหลังปี 2540 ที่เศรษฐกิจซบเซาทั่วเอเชีย ทำให้ค่าการกลั่นลดลง ความต้องการก็ลดลง เป็นการซ้ำเติม 2 ต่อ แต่เวลานี้ความต้องการยังมีอยู่
รับปตท.มีทั้งเสีย-ได้ประโยชน์
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มองว่าราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้ผู้ผลิตเสียประโยชน์ แต่ปตท.มีทั้งธุรกิจต้นน้ำยันขั้นปลายน้ำ เลยมีทั้งที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เฉลี่ยแล้วผลกระทบและประโยชน์ที่ได้ก็พอๆ กัน ดูได้จากราคาหุ้นยังสูงกว่า 300 บาท เทียบกับบริษัทใหญ่น้ำมันทั่วโลก ราคาลง 15-50%
ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นการถ่ายความมั่งคั่ง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี จากผู้ผลิตสู้ผู้ใช้น้ำมัน ราคาที่ลงไปครึ่งหนึ่ง หมายความว่าผู้เสียประโยชน์ คือ "ผู้ผลิต" ส่วนผู้ใช้ได้ประโยชน์ แต่กลุ่มปตท.มีทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ผู้ผลิตคือ ปตท.สผ. ผู้ใช้คือโรงกลั่น แต่ราคาที่ลงอาจจะมีสต็อกลอสบ้าง แต่จะเกิดขึ้นครั้งเดียว เมื่อรับรู้ทางบัญชีแล้วก็จบ
ในธุรกิจปิโตรเคมีและน้ำมันเมื่อราคาลง การบริโภคเพิ่มเท่ากับ operating rate ของโรงกลั่นจะดีขึ้น เพราะของถูกคนจะใช้เยอะ มาร์จิ้นก็จะมากขึ้น ธุรกิจดาวสตรีมปีนี้จึงเป็นปีที่ดี
หันใช้แก๊สเพิ่มกดราคาน้ำมัน
นายไพรินทร์ ย้ำว่าเราจะไม่เห็นน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเจอแก๊สมากกว่าน้ำมัน และสะอาดกว่า เชื่อว่าโลกจะค่อยๆย้ายจากน้ำมันไปแก๊ส ความต้องการน้ำมันก็จะลดลง จะมีส่วนเกินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมทะเลาะกันของผู้ผลิตนอกโอเปกที่อยากได้ส่วนการตลาด ผู้ซื้อมีทางเลือก ราคาแก๊สก็ลงตาม ส่วนน้ำมันขึ้นยาก หลายคนมองว่าเป็นผลของคิวอี จะเห็นว่าคิวอีเป็นทริกเกอร์ ทำให้แรงเก็งกำไรหายไปสู่ราคาแท้จริง
ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งส่วนแบ่งตลาดเหลือ 30% แต่ตอนนี้ไม่ห่วงราคา ห่วงเรื่องของที่จะไม่ได้ขาย น้ำมันคงไม่ลด แต่ไม่เพิ่มก็แย่แล้ว ทุกคนคาดว่าน้ำมันต้องขึ้น
คาดปีนี้น้ำมันอยู่ที่40-50ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ทุกคนเชื่อว่าน้ำมัน 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่ำสุด แต่จุดสมดุลอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ จากพูดคุยที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจเศรษฐกิจโลก เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เชื่อว่าปีนี้ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ และอาจขึ้น 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีหน้า เป็น L shape ไม่ใช่ V shape ในตลาดน้ำมันมีสภาพโอเวอร์ซับพลาย เป็นผลจากราคาน้ำมัน 100 กว่าดอลลาร์ในอดีต ทำให้มีน้ำมันนอกโอเปกอย่าง รัสเซีย หรือสหรัฐ รวมถึงพลังงานทดแทน ก็ไปกดดันโอเปกมากขึ้น
เร่งรีวิวแผนลงทุนใหม่ไตรมาสแรก
นายไพรินทร์ กล่าวว่าผลจากราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ปตท.ต้องรีวิวแผนลงทุนใหม่ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ปกติปตท.จะรีวิวแผนประมาณการลงทุนกลางปี แต่ปีนี้ถือว่ารีวิวเร็วขึ้นในช่วงจังหวะน้ำมันลดลง ปตท.ถือว่าโชคดีเพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันร้อยกว่าดอลลาร์ ปตท.ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่
" ช่วงนี้เป็นจังหวะพิเศษที่จะดูทรัพย์สินอัพสตรีมที่เดือดร้อน เช่น แท่นเจาะ กำลังเดือดร้อน หากเราอยากได้สินทรัพย์ราคาถูก อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เราไม่ได้ลงทุนช่วงของแพง จึงควรรีบลงทุนในช่วงของถูก"นายไพรินทร์ กล่าวและว่าอย่างบริษัทต่างชาติที่อยู่กับน้ำมันอย่างเดียว หรือมีแก๊สน้อยจะเหนื่อยต้องขายทรัพย์สิน ดังนั้น ปตท.ก็ควรใช้จังหวะนี้ในการซื้อกิจการเข้ามา เราเชื่อว่าจะซื้อของได้ราคาถูกแน่นอน
เหลือแค่เอ็นจีวีที่ต้องปรับขึ้นอีก 2 บาท
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวเสริมว่าในส่วนของราคาเอ็นจีวีช่วง 7 ปีที่ผ่านมาราคาเนื้อแก๊สปรับเพิ่มขึ้น50% แต่ที่ผ่านมารัฐไม่ให้ปตท.ปรับขึ้นราคาขายที่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนมาก แม้วันนี้กระทรวงพลังงานช่วยปรับราคามา 13 ต่อกิโลกรัม เทียบเท่าเบนซินตามค่าความร้อนจะอยู่ที่ 12 บาทต่อลิตร ถือว่ายังเป็นราคาที่ต่ำเพราะแก๊สโซฮอล์อี 20 อยู่ที่ 27 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล 25 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้ราคาที่จะทำให้ปตท.เสมอคือ 16 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมา ราคาแก๊สจากอ่าวไทยและพม่าก็ลงไปด้วย ทำให้มองว่าราคาเอ็นจีวีที่เหมาะสมอาจจะปรับเพิ่ม อีก 2 บาท น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เกิดการลงทุนขยายปั๊มเอ็นจีวีมากขึ้น
"ที่ผ่านมาราคาเอ็นจีวีไม่ขึ้น ทำให้ปริมาณเอ็นจีวีไม่พอใช้ แม้จะมีผู้ใช้ใช้เยอะ แต่การขยายสถานีไม่สามารถทำได้ เพราะแค่ต้นทุนเนื้อแก๊สก็สูงกว่าราคาขายปลีกแล้ว ดังนั้นการปรับราคาเอ็นจีวีจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้เพราะจะมีการลงทุนโครงข่ายเอ็นจีวีมากขึ้น "
ปฏิรูปพลังงานต้องสร้างความเข้าใจ
นายไพรินทร์ ระบุด้วยว่าเวลาน้ำมันลง ผู้บริโภคใช้ของถูก แต่ความถูกของน้ำมันจะใช้ประโยชน์อย่างไร หลายประเทศที่มีประชานิยม อุดหนุนราคาพลังงาน หลายประเทศใช้โอกาสวิธีกลบประชานิยม เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซียและไทย ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันลง ผลระยะสั้นได้ซื้อราคาถูก แต่ระยะยาวสามารถแก้ปัญหาในระบบที่สะสมมานาน แผนการปฏิรูปพลังงาน หลายเรื่องเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด ความไม่ไว้ใจ และน่าห่วงพูดกันถึงว่าไม่น่าเชื่อถือ อาจจะเกินเลยไป การเปิดสัมปทาน ในส่วนราชการพยายามดำเนินการให้เกิด ถ้าราชการไม่รู้ดีแล้วใครจะรู้ดีที่สุด









