"แบงก์ชาติ" ยันเงินบาทสอดรับพื้นฐานเศรษฐกิจ ลั่นที่ผ่านมาไม่เคยเข้าแทรกแซง ระบุเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว
ย้ำเริ่มเห็นชัดเจนช่วงครึ่งปีดันปีนี้เติบโตได้ 4% หลังรัฐทยอยลงทุน เผยหากเศรษฐกิจต่ำคาด นโยบายการเงิน ยังมีช่องว่างผ่อนปรนได้
การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมา แม้จะทรงตัวเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขันแล้ว ถือว่าแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผ่านดัชนีค่าเงิน NEER ที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อความสามารถการแข่งขันภาคส่งออก ที่ผ่านมาจึงมีกระแสเรียกร้องให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าขึ้นมากเกินไป
นอกจากนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ประกอบกับเงินเฟ้อติดลบ และการจับจ่ายใช้สอยในตลาดซบเซาลง มีกระแสกดดันให้ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผู้ว่าการธปท.ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียวกับช่องทางดังกล่าวนี้ ในงานแถลงข่าวประจำปี เรื่อง “มุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจและงานในภารกิจ ธปท. ปี 2558”
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เงินบาทปัจจุบันไม่ได้แข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในภาพรวมถือว่าการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจด้วย
“เวลาพูดถึงพื้นฐานเศรษฐกิจ คืออะไร วิธีดูก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเรายังเกินดุลอยู่ค่อนข้างมาก การคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ ก็มองว่าปีนี้เรามีโอกาสเกินดุล 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ เงินสำรองระหว่างประเทศเราก็สูง ระบบแบงก์พาณิชย์ไม่ได้มีปัญหา สภาพคล่องมีเพียงพอ มองแล้วไม่ได้เห็นปัญหาอะไร”นายประสาร กล่าว
นอกจากนี้ ถ้าดูในเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายก็มีความสมดุล โดยช่วงที่ผ่านมามีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างสมดุล และที่ผ่านมาแม้จะมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้ามามาก แต่ก็มีนักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ (ทีดีไอ) ค่อนข้างมากเช่นกัน โดยภาพรวมจึงถือว่าสมดุล
ยันธปท.ไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงิน
นายประสาร ยืนยันว่า ในช่วงนี้ ธปท. ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดการเงินโดยการซื้อหรือขายเงินดอลลาร์แต่อย่างใด ซึ่งการเคลื่อนไหวถือว่าเป็นไปตามกลไกธรรมชาติของตลาดการเงิน
ส่วนกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้ ธปท. ดูแลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงนั้น คงต้องถามว่าให้ทำอย่างไร เพราะการเข้าดูแลก็คงได้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่นักค้าเงินเองก็จ้องหากำไรจากการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.ด้วย
“สมมติว่าค่าเงินบาทแท้จริง ควรอยู่ที่ 32.5 หรือ 33 บาท แล้วคุณไปทำให้เป็น 34 บาท โดยการเข้าซื้อ อย่างนี้ก็เสร็จพวกเทรดเดอร์เลย เพราะพวกนี้เขาคอยดูอยู่แล้ว เขารู้ว่ามีคนไปทำให้อยู่ที่ 34 บาท เขาก็เข้าซื้อ แล้วเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ค่าเงินกลับเข้าสู่พื้นฐานของมันที่ 32.5 บาท เขาก็ขายออกมามีกำไรไป 1.5 บาท ลักษณะนี้ไม่ต่างจากการเอาเงินไปให้เทรดเดอร์เลย” นายประสาร กล่าว
สำหรับค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่งขันที่ดูกันในรูปของ NEER นั้น กรณีนี้ต้องดูเป็นรายประเทศด้วย เพราะอย่างญี่ปุ่นแม้ เงินเยนอ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับเงินบาท แต่ก็ถือว่า ไม่ได้เสียเปรียบ เพราะสินค้าไทย แม้จะส่งออกไปญี่ปุ่นมาก และลักษณะของธุรกิจมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน คือ ต้องนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเข้ามาผลิตเพื่อส่งกลับไป กลายเป็นว่าผู้นำเข้าสามารถซื้อสินค้าได้ถูกลง
นายประสาร กล่าวด้วยว่า เรื่องความสามารถการแข่งขันของภาคส่งออกนั้น ยังต้องมองถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า รวมทั้งเรื่องคุณภาพของสินค้า ตลอดจนความต้องการในตัวสินค้าด้วย
“ความสามารถการแข่งขันของภาคส่งออก จริงๆ แล้วยังต้องขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ในน้ำหนักที่มากกว่าด้วย โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินค้า ตลอดจนตลาดคู่ค้าเป็นอย่างไร คู่ค้านิยมสินค้าเราหรือไม่ เท่าที่ประสบมาในอดีตเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมีผลน้อย เช่นตอนปี 2553 ตอนนั้นเงินบาทแข็งขึ้น 3 บาทต่อดอลลาร์ แต่ส่งออกเราโตได้ถึง 19% ขณะนั้นเราส่งออกไปนอกกลุ่ม จี3 ในสัดส่วน 70% ซึ่งถือเป็นตลาดที่กำลังซื้อดี”
มั่นใจศก.ฟื้นตัวชัดเจนครึ่งปีหลัง
นายประสาร กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ด้วยว่า มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว โดยอัตราการฟื้นตัวไตรมาสต่อไตรมาสจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีแรก และจะชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนของรัฐบาลที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งยังไม่เข้มแข็งมากนัก และข้อจำกัดด้านการผลิตของไทยซึ่งทำให้การส่งออกขยายตัวไม่สูงเหมือนในอดีต ดังเช่นในอดีต
“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ภาวะเศรษฐกิจการเงินในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนและเกิดความผันผวนได้ นักธุรกิจและนักลงทุนทุกท่านไม่ควรประมาท ผมสนับสนุนให้ทุกท่านบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของทั้งอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันโดยการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความแข็งแกร่ง มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำลง”
พร้อมลดดอกเบี้ยหากศก.ผิดคาด
นายประสาร กล่าวด้วยว่า ประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. ซึ่งมองว่าในปีนี้น่าจะเติบโตได้ประมาณ 4% นั้น หากดูนโยบายการเงินของไทยในปัจจุบัน ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม หากอนาคตเศรษฐกิจมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ต่ำกว่าที่ ธปท. คาดการณ์เอาไว้ นโยบายการเงินก็ยังมีช่องว่างเพียงพอที่จะผ่อนปรนเพิ่มเติมได้
“ถ้าในอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ ถามว่านโยบายการเงินยังมีรูมพอหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ณ ขณะนี้ ยังถือว่ามีรูมเพียงพอที่จะผ่อนปรนได้เพิ่มเติม แต่การจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน เราต้องคำนึงถึงประสิทธิผลด้วยว่า เป็นอย่างไร คือ จะสามารถส่งผ่านเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่ เพราะเวลานี้ดอกเบี้ยที่ 2% ก็ถือว่าเป็นระดับค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว”นายประสารกล่าว
เจพีมอร์แกนมองศก.ไทยโต 4.2%
ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Senior Country Officer บล. เจ.พี.มอร์แกน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากประเทศสหรัฐ ที่ถูกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างมาก ขณะที่ฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่มากเท่า และสำหรับภูมิภาคเอเชียก็จะได้รับอานิสงส์ในภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและค้าปลีกที่มีการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ อาทิ บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์
ส่วนการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการระหว่างธุรกิจไทยกับต่างประเทศ เชื่อว่าเกิดขึ้นอย่างมากในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์ด้านตลาดเงินตลาดทุนเกื้อ มีแหล่งเงินทุนรองรับในการทำดีลซื้อกิจการ ขณะเดียวกัน ราคาในการซื้อขายก็สมเหตุสมผล ไม่ร้อนแรงจนเกินไป
ด้านนายเบนจามิน ชาทิล นักวิจัยด้านนโยบายและเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย กลุ่มเจ.พี.มอร์แกน กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแผนใช้จ่ายภาครัฐเป็นสำคัญ ซึ่งคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโต 4.2% โดยความเสี่ยงของเศรษฐกิจอยู่ที่การเบิกจ่ายล่าช้า
"ในคาดการณ์เศรษฐกิจโต 4.2% นั้น ยังไม่ได้รวมผลประโยชน์จากการลงทุนในเมกะโปรเจคต่างๆ ที่ประเทศกำลังเดินหน้าอยู่ หากรวมเข้าไปก็จะทำให้จีดีพีไทยเติบโตมากกว่าที่คาด"
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโตตามการประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกของไทยในปีนี้แม้จะโตขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ขยายตัวอย่างหวือหวา และส่วนที่ไทยจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของสหรัฐอเมริกาจริงๆ ก็คือการลงทุนประเภทการนำเข้าชิ้นส่วนประกอบจากกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศไทย
คาดปีนี้ธปท.ลดดอกเบี้ย 0.25%
นายเบนจามิน กล่าวว่า จากการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานทำให้เชื่อว่า ธปท.จะตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับต่ำที่ 1% โดย เจ.พี.มอร์แกน เชื่อว่าภายในปีนี้ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
"แม้จะมีช่องว่างให้ลดดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อก็ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการพิจารณาลดดอกเบี้ย ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ภาครัฐว่าจะมีการใช้จ่ายอย่างไร กระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามแผนหรือไม่ และแบงก์ชาติจะมีทีท่าอย่างไรมากกว่า"
นายเบนจามิน เชื่อว่าผลกระทบจากการที่ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะมีไม่มาก และธนาคารพาณิชย์ก็จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามในเร็วๆ นี้









