เปิด 5 โมเดลองค์กรคุมรัฐวิสาหกิจ "บรรยง พงษ์พานิช" ยอมรับเป็นงานยาก เดินหน้าต่อต้องถูกต่อต้าน
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศส่วนใหญ่ มีรูปแบบและพัฒนาการที่คล้ายกัน เริ่มต้นจากการเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่กำหนดนโยบาย มาสู่การตั้งหน่วยงานที่ปรึกษา เพื่อวางมาตรฐานการทำงานให้รัฐวิสาหกิจ ก่อนจะเดินมาสู่การบริหารงานแบบ "รวมศูนย์" ดึงรัฐวิสาหกิจทั้งหมดมาอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน
เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่กำลังจะมีการจัดตั้ง "องค์กรรวมศูนย์" เพื่อปฏิรูปการทำงานของรัฐวิสาหกิจแบบบูรณาการ ไปพร้อมๆ กับการแบ่งแยกอำนาจ และบทบาทหน้าที่ของฝ่ายนโยบาย และฝ่ายกำกับดูแลออกจากกัน ตามมติของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
"บรรยง พงษ์พานิช" กรรมการใน คนร. หรือซูเปอร์บอร์ด ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงรูปแบบการจัดตั้งองค์กรการบริหารงานรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ว่า ทางผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อพิจารณารูปแบบที่เป็นประโยชน์ สอดคล้องกันเป้าหมายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และเป็นไปได้กับประเทศไทย เชื่อว่าภายใน 3 เดือน จะมีความชัดเจนขึ้น ทั้งรูปแบบองค์กร และการร่างกฎหมายขึ้นมารองรับ
เป้าหมายการปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ คือ 1.วางโครงสร้างให้รัฐวิสาหกิจสามารถปฏิบัติภารกิจที่ควรทำ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ 2.ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน 3.มีความโปร่งใส และ. 4.สามารถเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับทรัพย์สินของรัฐ เพื่อเป็นรากฐานทรัพยากรของประเทศ
เปิด5โมเดลตั้งองค์กรใหม่
ปัจจุบันองค์กรรวมศูนย์ที่ต่างประเทศใช้กันอยู่ มี 4-5 รูปแบบที่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทย ประกอบด้วย 1.ยกฐานะ สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จากเดิมมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา วางมาตรฐานการทำงาน ก็เพิ่มอำนาจให้สคร.มีอำนาจมากขึ้น แต่ยังคงเป็นหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง และยกฐานะขึ้นเป็นซี 11 เหมือนที่กระทรวงศึกษาธิการเคยทำ 2.รูปแบบเหมือนแบบแรก แต่แทนที่จะสังกัดกระทรวงการคลังให้มาอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 3. เป็นหน่วยงานราชการ แต่เนื่องจากมีความสำคัญมาก หลายประเทศจึงตั้งกระทรวงใหม่ เป็นกระทรวงรัฐวิสาหกิจ
4. ยังคงเป็นหน่วยงานรัฐ โดยตั้งเป็นองค์กรภายใต้การกำกับของรัฐ พนักงานไม่ได้เป็นราชการ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอิสระในการบริหารจัดการพอสมควร มีกฎหมาย และระเบียบของตัวเอง มีการปกป้องไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างไม่สมควร เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจจะสังกัดกระทรวงการคลัง หรือสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้ และ 5.ตั้งเป็นโฮลดิ้ง คัมพานี เหมือนเทมาเส็กของ สิงคโปร์ หรือคาซาน่า ของมาเลเซีย ซึ่งหลายประเทศในยุโรป ต่างใช้การตั้งโฮลดิ้งส์คัมพานีเพื่อบริหารงานรัฐวิสาหกิจ
"ถ้าถามว่าจะมีการนำทั้ง 5 แนวทางมาปรับเป็นรูปแบบที่ 6 ใช้ในไทยหรือไม่นั้น ต้องเข้าใจว่าแต่ละแนวทางค่อนข้างมีเหตุผลในตัว เราดูประสบการณ์จากทั่วโลกได้ อะไรที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ค ก็ไม่ต้องตาม หากมีการผสมเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทความเป็นไทย อาจจะดูเลอะเทอะไป ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งที่จะต้องมาอยู่ภายใต้องค์กรนี้ เพราะบางแห่งอาจต้องยุบเลิก หรือเปลี่ยนสถานะเป็นองค์กรมหาชน"
แจงเหตุผลปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ
ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ 1.รัฐวิสาหกิจมีบทบาทสูงต่อระบบเศรษฐกิจ มีค่าใช้จ่ายบวกงบลงทุนต่อปีมากกว่า 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2 เท่าของงบประมาณ เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีขนาดแค่ 1.5 ล้านล้านบาท เติบโตถึง 3.5 เท่า
ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพต่ำ แม้ในภาพรวม จะมีกำไรนำส่งให้รัฐได้ปีละแสนล้าน แต่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ 6 ล้านล้าน คิดเป็นไม่ถึง 2% ผลตอบแทนต่ำ เมื่อเทียบกับวิสาหกิจอื่นๆ และรัฐวิสาหกิจในประเทศอื่น ส่วนรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร ก็มาจากการ ใช้อำนาจผูกขาด หรือกิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับภาคเอกชน ก็มักจะขาดทุน
2.กิจการของรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เป็นบริการจำเป็น ที่เป็นรากฐานของภาคเศรษฐกิจ ถ้ากิจกรรมที่เป็นรากฐานไม่มีคุณภาพ ต้นทุนสูง ระบบเศรษฐกิจจะแย่ทั้งระบบ และ 3.รัฐวิสาหกิจมีพนักงานในระบบกว่า 3 แสนคน ถ้าทรัพยากรเหล่านี้ ถูกผลักดันให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
"เรามีเวลาทำงานจำกัด คนร.ตั้งมา 6 เดือนแล้ว ทำงานกันหนัก แต่คนชอบบ่นว่าช้า หากรีบจะไม่รอบคอบ ทุกอย่างต้องดูให้ครบ ทำแล้วต้องได้ผล โดยองค์กรเจ้าของนี้คงไม่ได้รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีได้ แต่เป็นการสร้างกระบวนการ ที่หวังว่าจะแก้ปัญหาได้ตลอดกาล หากทำสำเร็จ จะผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ 6 ล้านอย่างมีประสิทธิภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ ให้บริการในต้นทุนต่ำ เพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูป"
หวังประชาชนเห็นประโยชน์สู้แรงต้าน
เขากล่าวเพิ่มว่า การปฏิรูปย่อมทำให้มีผู้ได้ และผู้เสียประโยชน์ การปฏิรูปจะมีอยู่ 4 กลุ่มที่ไม่ชอบแนวทางนี้ กลุ่มแรกคือ นักการเมือง เพราะ เค้กหรือผลประโยชน์ที่เคยกระจาย จะถูกรวมกัน และถูกตรวจสอบแบบตรงไปตรงมา กลุ่มต่อมาคือข้าราชการ เพราะถูกลดทอนอำนาจในรัฐวิสาหกิจ กลุ่มผู้บริหารและพนักงานที่เคยทำงานสบาย จะต้องทำงานยากขึ้น และหนักขึ้น สุดท้ายคือ กลุ่มซัพพลายเออร์ หรือ คู่ค้าของรัฐวิสาหกิจ
"ยอมรับว่าเป็นงานยาก เดินหน้าต่อไปก็ต้องถูกต่อต้าน จึงต้องพยายามชี้แจง คนที่จะสามารถสู้แรงต้านที่จะเกิดขึ้นได้ สุดท้ายไม่ได้อยู่ที่พวกผม แต่อยู่ที่ประชาชน ถ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ ต้องสนับสนุน แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นประโยชน์ ฝ่ายต่อต้านก็ชนะ เพราะมีเหตุผลสารพัดที่จะไม่ทำ"
หวั่นเกิดวิกฤติหากไม่เร่งแก้ไข
การปรับโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องที่เห็นผลระยะสั้น แต่เป็นประโยชน์ในระยะยาว ทำแล้วประชาชนไม่ได้ใช้น้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินถูกลงทันที แต่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาว จากปัจจุบันเติบโตแย่ที่สุดในประเทศเกิดใหม่ และเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เติบโตจากการกระตุ้นผ่านรัฐวิสาหกิจเหมือนที่ผ่านมา
"ถ้าเราไม่รีฟอร์ม เชื่อว่า 10 ปีจะเจอวิกฤติภาครัฐ เพราะหนี้สาธารณะที่ซ่อนกันไว้ ก็จะต้องปูด เหมือนกรีซ ที่ปัญหาหนี้ไม่ได้ท่วมทันที กว่าคนจะรู้ว่ามีจริงก็ระเบิดเลย ของไทยถ้าเดินแบบเดิม ต้องเจอแบบเดียวกัน เพราะเราซ่อนหนี้สาธารณะไว้ในโครงการประชานิยม ความเสียหายต่างๆ ในที่สุด ก็มีสิทธิจะเกิดวิกฤติ"
หากถามว่าประชาชน และประเทศได้อะไรจากการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ อย่างแรกเลยคือ ได้หลบปัญหาวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และหากทำสำเร็จจะทำให้เศรษฐกิจและสังคมพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ









