ปรับลดกำไรปี 2015 จากมุมมองเชิงลบต่อราคาน้ำตาลมากขึ้น
เราปรับลดราคาเป้าหมายปี 2015 เป็น 13 บาท จากเดิม 16.10 บาท (อิง PE เดิม 12 เท่า) จากการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2015 ลงจากเดิม 22% เป็นการเติบโต 9.8% Y-Y เนื่องจากเรามีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มราคาน้ำตาลในช่วงที่เหลือของปีนี้มากขึ้น แม้ยังคาดปริมาณน้ำตาลโลกจะเข้าสู่ภาวะสมดุล – ขาดดุล เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากการลดลงของผลผลิตในบราซิลและไทย แต่ราคาน้ำตาลในช่วงนี้ปรับลงต่อเนื่อง จากการอ่อนค่าของค่าเงินเรียลบราซิล และการปรับลงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้เกิดความกังวลต่ออุปสรรคการเติบโตของอุตสาหกรรมเอธานอลในบราซิล นำไปสู่การปรับลดสมมติฐานราคาน้ำตาลของเราในปี 2015 อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่คาดกำไรในปี 2015 จะยังเติบโตได้มาจากปริมาณขายน้ำตาลที่สูงขึ้น จากกำลังการหีบอ้อยที่มากขึ้น ส่งผลดีไปยังธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจเอธานอลน่าจะมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำอ้อยมาเป็นวัตถุดิบ นอกเหนือไปจากการใช้โมลาส ด้วยราคาเป้าหมายใหม่มี Upside จากราคาหุ้นปัจจุบันเพียง 7.4% เราจึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” จากเดิม “ซื้อเก็งกำไร”
จบปี 2014 ด้วยกำไรสุทธิที่ต่ำกว่าคาด และอ่อนตัวลงจากปีก่อนเล็กน้อย
บริษัทมีกำไรสุทธิปี 2014 (งวด พ.ย. 13 – ต.ค. 14) เท่ากับ 1,626 ล้านบาท ลดลง 2% Y-Y ต่ำกว่าที่เราคาดไว้ที่ระดับ 2 พันล้านบาท มาจากผลประกอบการใน 4Q14 ที่อ่อนแอกว่าคาด ออกมาเพียง 213 ล้านบาท (-41% Q-Q, +109% Y-Y) เป็นกำไรต่ำสุดของปีตามฤดูกาล แม้จะมีปริมาณขายน้ำตาลสูงขึ้นจากการเลื่อนส่งมอบจากไตรมาสก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นการขายน้ำตาลทรายดิบซึ่งมีราคาและอัตรากำไรต่ำกว่าน้ำตาลทรายขาว รวมถึงรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าชะลอตัวจากช่วง Low Season ของธุรกิจ กอปรกับปกติในไตรมาส 4 จะมีรายการปรับปรุงต้นทุนค่าอ้อย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นแผ่วลงเหลือเพียง 14.8% จาก 20.6% ใน 4Q13
ราคาน้ำตาลตลาดโลกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบปรับลง
นอกจากค่าเงินเรียลของบราซิลเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลลบโดยตรงต่อราคาน้ำตาลตลาดโลกในช่วงนี้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะทำให้เกิดความกังวลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเอธานอล (ส่วนใหญ่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ) ของบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลและส่งออกเอธานอลรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก แม้ปัจจุบันการใช้เอธานอลในบราซิลจะค่อนข้างสม่ำเสมอจากนโยบายส่งเสริมการใช้เอธานอลระดับชาติของบราซิลที่กำหนดให้มีส่วนผสมของเอธานอลราว 20% - 25% ร่วมกับน้ำมันปกติ (ปัจจุบันบราซิลไม่มีการใช้น้ำมัน Gasoline 100% แล้ว) แต่หากราคาน้ำมันดิบยังลดลงต่อไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของปริมาณใช้เอธานอลของบราซิลและโลกได้ และทำให้สัดส่วนการใช้อ้อยเพื่อผลิตเอธานอลทำได้เพียงทรงตัวหรือลดลง (ปี 2014 สัดส่วนการใช้อ้อยผลิตเอธานอล : น้ำตาลของบราซิล อยู่ที่ 55% : 45%) นั่นหมายถึงเป็นลบต่อราคาน้ำตาลตลาดโลกท้ายที่สุด
ยังมองปริมาณน้ำตาลโลกเข้าสู่ภาวะสมดุล – ขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี
ปรับลดกำไรสุทธิปี 2015 จากปรับลดสมมติฐานราคาน้ำตาล
ล่าสุด อนท.ได้ล็อกราคาน้ำตาลส่งออกล่วงหน้าสำหรับปีนี้ไว้เพียง 17% ที่ราคาขายเฉลี่ย 20 เซนต์ต่อปอนด์ (+5% Y-Y) สาเหตุที่ยังล็อกไว้น้อยเพราะราคาน้ำตาลตลาดโลกที่แผ่วลงในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของ
อนท.และผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ที่มองบวกต่อแนวโน้มราคาน้ำตาลไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยลบราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวและการอ่อนค่าของค่าเงินเรียล ทำให้เรามีมุมมองเป็นลบต่อแนวโน้มราคาน้ำตาลในช่วงที่เหลือของปี เราจึงปรับลดสมมติฐานราคาน้ำตาลในปี 2015 เป็น 16 - 17 เซนต์ต่อปอนด์ จากเดิมที่ 20 – 21 เซนต์ต่อปอนด์ และปรับลดกำไรสุทธิปี 2015 ลงจากเดิม 22% เป็น 1,785 ล้านบาท (+9.8% Y-Y) สาเหตุที่คาดกำไรจะเติบโตได้มาจากปริมาณขายน้ำตาลที่สูงขึ้น จากกำลังการหีบอ้อยที่มากขึ้น (ขยายที่น้ำพอง จ.ขอนแก่น และโรงานที่เลย) ส่งผลดีไปยังธุรกิจไฟฟ้า ส่วนธุรกิจเอธานอลคาดจะมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากการนำน้ำอ้อยมาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ากรณีใช้โมลาสเป็นวัตถุดิบ อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงหากราคาเอธานอลในประเทศปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ
ปี 2016 – 2017 มีปัจจัยหนุนการเติบโตรออยู่
เราคาดกำไรสุทธิปี 2016 น่าจะกลับมาเติบโตต่อเนื่องราว 11% Y-Y สู่ระดับเกือบ 2 พันล้านบาท เพราะปัจจุบันอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตเอธานอลจากเดิม 3.5 แสนลิตรต่อวัน เป็น 5.5 แสนลิตรต่อวัน โดยการเพิ่มเครื่องจักรและประสิทธิภาพการผลิตจากโรงงานเดิม และยังอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ที่จ.สระแก้ว ซึ่งนอกจากจะมีโรงงานน้ำตาลกำลังการผลิตราว 40,000 ตันอ้อยต่อวัน และคาดจะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าและเอธานอลด้วย ถือเป็นโรงงานน้ำตาลแบบครบวงจร ด้วยมูลค่าเงินลงทุนราว 7 – 8 พันล้านบาท คาดจะได้รับใบอนุญาตโรงงานและสิ่งแวดล้อมภายในปี 2015 และจะเริ่มก่อสร้างในปี 2016 และน่าจะรับรู้รายได้ภายในปี 2017 เป็นต้นไป








