มอบข้าวอินทรีย์ให้คนที่คุณรัก ร่วมสนับสนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสในการบริโภคข้าวอินทรีย์ ไอเดียโครงการ แบ่งกันกิน
“เรากำลังพูดถึงเรื่องการปฏิรูปอาหาร และความยุติธรรมทางอาหาร แต่คนที่สามารถเข้าถึงอาหารอินทรีย์ได้นั้นกลับเป็นเพียงคนเมืองหรือคนที่มีรายได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆ ที่คนอีกกลุ่มซึ่งอาจมีรายได้น้อย ก็มีความสนใจในอาหารอินทรีย์ และอยากมีสุขภาพดีเหมือนกัน แต่กลับเข้าไม่ถึงของเหล่านี้ เพราะข้อจำกัดเรื่องราคา”
“ธนภณ เศรษฐบุตร” ผู้ก่อตั้ง กิจการเพื่อสังคม นกฮูก กรุ๊ป (URBIE) ตีโจทย์ที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการเข้าไม่ถึงคำว่า ความยุติธรรมทางอาหาร หลังมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกับ เครือข่ายสลัม 4 ภาค และได้ไอเดียมาปั้นสรรโครงการดีๆ หลังจากนั้น
URBIE คือ กิจการเพื่อสังคมที่นำเอาสินค้าที่มี “การค้าที่เป็นธรรม” (Fair Trade) และ “ไร้สารเคมี” (Organic) จากชุมชน มาแปรรูปเพื่อให้เข้าถึงคนเมือง พวกเขาทำงานร่วมกับ “เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน” ในการนำผลิตผลเกษตรอินทรีย์จากสมาชิกในเครือข่าย มาแปรรูปพร้อมนำเสิร์ฟคนในเมือง
ขณะ “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” ที่เคลื่อนไหวรณรงค์ในประเด็นด้านสิทธิที่อยู่อาศัย การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวสลัม และการเคลื่อนไหวนโยบายความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชนคนยากจนทั่วประเทศ
ความลงตัวของคนสามฝ่าย นำมาซึ่งโครงการ “แบ่งกันกิน” บนวิธีการที่พวกเขาเรียกว่า “Subsidize Model” ง่ายๆ คือ ให้คนเมืองที่มีกำลังซื้อ ซื้อข้าวอินทรีย์ที่ราคาสูงขึ้นนิดหน่อย เพื่อนำกำไรที่ได้ช่วยสมทบเป็นส่วนลดในการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ให้กับผู้มีรายได้น้อยในชุมชน
โดยข้าวแบ่งกันกิน รับซื้อมาจากเครือข่ายเกษตรกรในภาคอีสานในราคาที่เป็นธรรม ขายให้คนมีกำลังซื้อในราคากิโลกรัมละ 135 บาท ขณะที่ขายให้กับคนจนเพียงกิโลกรัมละ 29 บาท เท่านั้น!
“ข้าวอินทรีย์ปกติจะขายกันในราคาประมาณกิโลกรัมละ 120 บาท ของผมขายที่ 135 บาท ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก โดยเน้นขายผ่านออนไลน์และขายตรง ไม่ผ่านห้างฯ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับห้างฯ และไม่ต้องเสียค่าการตลาดด้วย” เขาบอกวิธีคิด
นอกจากการทำตลาดของ URBIE ผ่าน Facebook/UrbieThailand พวกเขายังเปิดรับบริจาคผ่านทาง “เทใจ” (taejai.com) พื้นที่การให้ออนไลน์ เพื่อร่วมกันสนับสนุนโครงการดีๆ ในระยะเวลาโครงการ 2 เดือน
แนวคิดการให้คนจนซื้ออาหารอินทรีย์ได้ในราคาที่ถูก แทนที่จะบริจาคให้กันไปฟรีๆ เพราะเขาบอกว่า ของฟรีแม้เป็นของดี แต่คนก็มักมองไม่เห็นคุณค่า ขณะที่คนเมืองซึ่งซื้อข้าวจากโครงการฯ ก็อาจเกิดความรู้สึกว่า ทำไมต้องไปให้กันฟรีๆ ขณะที่พวกเขาต้องซื้อของที่แพงขึ้น เลยเป็นที่มาของการ “พบกันครึ่งทาง” เพื่อดำเนินโครงการดีๆ ให้ไปต่อ
โครงการแบ่งกันกิน เป็นโครงการเล็กๆ ที่เริ่มจาก ข้าวเพียง 100 แพค 100 กิโลกกรัม และทำผ่านเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในการนำข้าวอินทรีย์ ไปจำหน่ายให้ชุมชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งอนาคตเขาบอกว่า ถ้าโครงการพอไปได้ ก็จะขยายผลต่อ โดยอาจหาช่องทางจำหน่ายที่จริงจังขึ้น เช่น ขายส่งผ่านร้านค้าชุมชนโดยตรง และให้ชุมชนบริหารจัดการกันเอง เป็นต้น
แบ่งกันกิน เป็นบทพิสูจน์ใหม่ของ URBIE หลังก่อนหน้านี้พวกเขาต้องผ่านบททดสอบหลายๆ ด่าน โดยเรารู้จักกับ URBIE ครั้งแรก เมื่อประมาณ 2 ปี ก่อน วันที่พวกเขาเปิดร้านขายน้ำสมุนไพรจากผักไร้สารพิษ อยู่ตรง รถไฟฟ้าอารีย์ สู้กับร้านชานมไข่มุกที่กำลังมาแรง ณ ตอนนั้น แต่ก็ต้องปิดตัวไปหลังทนรับค่าเช่าที่แสนแพงไม่ไหว
สิ่งที่ได้เรียนรู้ ณ วันนั้น ก็แค่..
“ผมยังผิดพลาดเรื่องการตลาด คือ มองตลาดผิดไป และยังไม่เข้าใจผู้บริโภคดีพอ รวมถึงไม่ได้มีสายป่านที่ยาวมากพอด้วย”
บทเรียนจากการวิเคราะห์ตัวเอง ทำให้ URBIE ตั้งหลักใหม่ โดยโจทย์ก็คือ ต้นทุนคงที่ (fixed cost) ต้องไม่สูง ไม่มีโรงงานของตนเอง แต่กระจายงานผ่านซัพพลายเออร์ทั้งหมด โดยเริ่มจากตั้ง บริษัท นกฮูก กรุ๊ป จำกัด ขึ้น เมื่อต้นปี 2557 และหันมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ของตนเอง “URBIE” ทั้งที่เป็นสินค้าพร้อมรับประทาน และวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ ชาข้าวใบหม่อน ข้าวอินทรีย์ เป็นต้น
บนจุดยืนเดิมคือ ผลิตภัณฑ์ Fair Trade และ Organic จากชุมชน แปรรูปเพื่อนำส่งให้คนเมือง
“URBIE ตั้งมา 3 ปี กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ในปีนี้ ส่วนตัวผมตั้งแต่กระโดดเข้ามา พบว่า ยังมีสิ่งที่ผมไม่รู้อีกเยอะมาก เข้ามาทำโดยที่ ข้อมูลด้านการตลาด ตลอดจนความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรม และผู้บริโภค ยังค่อนข้างน้อยอยู่ ซึ่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เป็นเหมือนช่วงเวลาการเรียนรู้ของผม”
ซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมขึ้น ก็ค่อยๆ ส่งแรงผลักให้เขาพร้อมมากขึ้นในวันนี้
ผ่านอุปสรรคมาก็มาก แต่คนหนุ่มก็ยังไม่คิดออกจากวิถีกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise : SE) 2 ปี ก่อน เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
“วันที่จะเลิกทำ ก็คือวันที่ไอเดียผมหมดแล้ว และไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับมันต่อ”
คำตอบของ “เด็กดื้อ” และ “โลกสวย” ที่บอกกับเราในวันนั้น หลังมุ่งมั่นกับความฝันของตนเอง ตั้งแต่ประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมในโครงการของ British Council เมื่อปี 2011 และลาออกจากงานประจำมาลุยงานด้าน SE แบบเต็มตัว กับ URBIE ชื่อที่มาจากคำว่า “Urban” บวกกับ “Veggie” สะท้อนถึงเรื่องราวของ “ผัก” และ “คนเมือง” ในวันเริ่มต้น
ในวันนี้ ความตั้งใจเดิมยังไม่แปรเปลี่ยน ธนภณ ย้ำว่า เขายังอยากทำให้ URBIE เป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า สินค้าเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น ก็สามารถต่อสู้แข่งขันอยู่ในตลาดจริงได้ เหมือนกับแบรนด์ Divine Chocolate สัญชาติแอฟริกา ไอดอลของพวกเขา
“Divine Chocolate คือแบรนด์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของผู้ผลิตเมล็ดโกโก้ ในแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันสามารถวางขายตามห้างฯ ต่างๆ ในประเทศอังกฤษได้ ผมว่า เขาเจ๋งมากนะ เพราะอย่างที่ทราบว่า ตลาดช็อกโกแลตในอังกฤษแข่งขันกันสูงมาก แต่สินค้า Fair Trade ที่ทำโดยชุมชนก็ยังแข่งขันกับแบรนด์เหล่านั้นได้ ผมก็อยากให้ URBIE เป็นแบบนั้น”
เขาแย้มความฝัน ที่ยังคงต้องผ่านการต่อสู้อีกมากมาย ซึ่งคนทำบอกเราว่า จะสำเร็จได้ ก็ต้องมี “จุดยืนทางสังคม” ที่ชัดเจน และมีความเข้าใจเรื่องตลาดไปพร้อมกันด้วย
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ขอเริ่มจากจุดเล็กๆ บนแนวคิด แบ่งกันกิน แบ่งกันอิ่ม (ใจ) เพื่อสร้างสุขร่วมกันของทั้ง ผู้คน สังคม และโลก









