(รายงาน) โจทย์หลัก"การบินไทย"ลดต้นทุนฟื้นกิจการ
การฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นับเป็นงาน “หิน” สำหรับคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด เพราะโดยโครงสร้างของธุรกิจสายการบิน มีความซับซ้อน มีธุรกิจเกี่ยวข้องมากมากมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในด้านการบริหารการเงิน และด้านธุรกิจเข้ามาช่วย
ที่สำคัญ ฐานะกิจการของบริษัทที่ย่ำแย่ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การชุมนุมทางการเมืองที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว และการแข่งขันที่รุนแรงจากสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสแอร์ไลน์) ในเส้นทางในประเทศ และการแข่งขันของสายการบินพรีเมียมในเส้นทางต่างประเทศ
ซูเปอร์บอร์ด จึงได้สั่งการให้คณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูแลแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทโดยเฉพาะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการปรับโครงสร้างทางการเงิน และเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจการบินเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา และวางกลยุทธ์การทำธุรกิจในอนาคต
ปัญหาหลักของการบินไทย คือ ผลการดำเนินงานขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ผลจากรายได้ที่ปรับลดลง เพราะสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แข่งขันในธุรกิจการบิน นอกจากนี้ ส่วนสำคัญที่ทำให้การบินไทยต้องขาดทุนอย่างหนักคือ ภาระต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายของการบินไทยอยู่ในระดับสูง ใกล้เคียงกับรายได้รวม เช่นในปี 2556 การบินไทยมีรายได้รวม 2.12 แสนล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 2.19 แสนล้านบาท และมีผลขาดทุนอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท
การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย หลักๆ จึงมุ่งไปที่การลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงานลง โดยซูเปอร์บอร์ดได้สั่งการให้การบินไทยต้องมีการปรับลดต้นทุนลงให้ได้อย่างน้อย 30% แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา การบินไทยจะพยายามปรับลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับลดสิทธิประโยชน์ผู้บริหาร และกรรมการบริษัท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
เมื่อมาดูงบการเงินของการบินไทยล่าสุดในงวด 9 เดือนของปี 2557 (ม.ค.-ก.ย.2557) พบว่า การบินไทย ยังคงมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แม้ว่าได้มีความพยายามในการปรับลดต้นทุนอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม โดยมีรายได้จากการขาย หรือการให้บริการ 1.38 แสนล้านบาท ลดลง 1.5 หมื่นล้านบาท หรือ 10.2% และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ลดลง 3.6 พันล้านบาท หรือ 2.4%
การบินไทยจึงมีการขาดทุนจากการขาย และการบริการถึง 1.25 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อรวมรายได้จากอื่นๆ เข้ามาเพิ่ม ทำให้ผลการขาดทุนสุทธิในงวด 9 เดือน เหลือเพียง 9.2 หมื่นล้านบาท
ในงบการเงินฉบับดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า ผลขาดทุนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อ “กระแสเงินสด” จากการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมี “สาระสำคัญ” และได้ส่งผลให้อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) ลดลงเหลือ 0.87 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 4.02 เท่า
จากรายงานงบการเงินฉบับดังกล่าว พบว่าส่วนที่ทำให้การบินไทย ต้องประสบปัญหาการขาดทุนหนักๆ อยู่ที่ “รายได้“ มากกว่า “ค่าใช้จ่าย” เพราะแม้ว่าการบินไทยจะพยายามปรับลดต้นทุนลง แต่หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น หรือปรับลดลงมากกว่าการลดลงของค่าใช้จ่าย โอกาสที่ผลการดำเนินงานของการบินไทย จะพลิกฟื้นจากขาดทุน มาเป็นกำไร คงเป็นไปไม่ได้!!
หากผลการดำเนินงานของการบินไทยยังไม่ฟื้น การบินไทยก็ยังคงต้องปวดหัวกับปัญหาสภาพคล่องขาดมือ กระทบต่อฐานะทางการเงิน และแน่นอนว่า อาจจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งจากลูกค้าและนักลงทุน
แน่นอนว่า “ซูเปอร์บอร์ด” รวมถึงคณะกรรมการบริษัท ย่อมมองเห็นปัญหานี้ จึงต้องหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับการบินไทย ทั้งการปรับระบบการขายตั๋ว จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะใช้การขายผ่านเอเยนซีเป็นหลัก จะต้องเพิ่มการขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ต้องมีการจะใช้ประโยชน์จากพันธมิตรทั้งในและนอก star alliance อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการวาง “ตำแหน่ง” หรือ “Positioning” ซึ่งได้วางให้การบินไทย เป็นสายการบินระดับพรีเมียม เทียบชั้นกับ “สิงคโปร์แอร์ไลน์”
ในส่วนแผนการบริหารสภาพคล่องนั้น การบินไทยได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้ระยะสั้นเพื่อใช้ในการทำธุรกิจ ซึ่งได้ยื่นคำกู้วงเงิน 7 พันล้านบาท จากธนาคารออมสินแล้ว โดยที่ทางกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน หรือมีหนังสือรับรองให้ นอกจากนี้การบินไทยยังต้องมีการกู้เงินระยะยาว เพื่อชำระค่าเครื่องบินที่ถึงกำหนดรับมอบ พร้อมๆ กับประมาณการกระแสเงินสดของปี 2557 และ 2558 ให้สอดคล้องกับแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัท
แม้กระทรวงการคลัง จะไม่ได้ค้ำประกัน หรือจัดหาเงินกู้ให้ในระยะแรก แต่หากในอนาคตเมื่อการบินไทยสามารถเดินตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ตามเป้าหมาย รัฐบาล หรือกระทรวงการคลังพร้อมจะให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งในด้านเงินกู้ หรือแม้แต่การใส่เงินเพิ่มทุน เพื่อให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งในฐานะสายการบินแห่งชาติ









