สำนักวิจัยฯมองแนวโน้มเงินบาท ปีนี้อ่อนชัดเจน มีโอกาสแตะ33-35บ.ต่อดอลล์ ชี้ผลพวงเฟด จ่อขึ้นดอกเบี้ย
ขณะที่ “ญี่ปุ่น-ยุโรป-จีน” ผ่อนปรนนโยบายเพิ่ม จับตา“รัสเซีย” ปัจจัยเร่งทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อนค่าเร็ว “สแตนชาร์ด” มองสวน คาด “เอฟดีไอ” ต่างชาติ ดึงบาทแข็ง สิ้นปีแตะ 31 บาท
แนวโน้มค่าเงินบาทปี2558 มีโอกาสอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.75-34 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปีนี้ คือ การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร กล่าว
“ปีนี้ค่าเงินบาทมีโอกาสได้รับผลกระทบจากเรื่องของนโยบายการเงินพอสมควร โดยเฉพาะถ้าเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งเศรษฐกิจสหรัฐที่ค่อยๆ ฟื้นตัว จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ทยอยแข็งขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง”
ส่วนกรณีวิกฤติค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย คงมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่ เวลานี้นักลงทุนกำลังจับตา ประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันเป็นหลัก เช่น รัสเซีย เวเนซุเอลา ไนจีเรีย
อีกกลุ่มที่นักลงทุนจับตา คือ ประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจเปราะบาง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมากๆ เช่น แอฟริกาใต้ อินเดีย บราซิล ขณะที่ไทยโดยภาพรวมถือว่ายังแข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้ขาดดุล ยังเกินดุลเล็กน้อย ภาพรวมจึงไม่ได้ห่วงว่าจะเกิดวิกฤติ
เฟดส่อขึ้นดอกเบี้ยกลางปี
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายปี2558 ว่าน่าจะผันผวนมากกว่าในปีที่ผ่านมา เพราะมีสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายช่วงกลางปี เป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวขึ้น
นอกจากนี้ เป็นไปได้ที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ยุโรป และ จีน อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม ในส่วนของญี่ปุ่นเริ่มเห็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่ม ขณะที่ยุโรป มีแนวโน้มว่าการผ่อนปรนมากขึ้น ในส่วนของจีนที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายลง เป็นไปได้ที่อนาคตจีนจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก
หวั่นวิกฤติรูเบิลฉุดบาทอ่อนเร็ว
นายปิยศักดิ์ กล่าวอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลง จะส่งผลกระทบกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันและส่งออก เช่น รัสเซีย แม้เศรษฐกิจรัสเซียจะมีความแข็งแกร่ง แต่ค่าเงินรูเบิลที่อ่อนลงมากถือเป็นความเสี่ยง หากวิกฤติรุนแรงขึ้น อาจทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก มีเงินทุนไหลกลับสหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็ง จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็ว
“สถานการณ์ปีนี้เชื่อ60% เงินยังไหลเข้าไทยอยู่ แต่อีก 40% มีความเป็นไปได้ว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเร็วขึ้น หรือราคาน้ำมันยังลดลงฮวบฮาบ จนกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ก็อาจเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายกลับไปสหรัฐ และญี่ปุ่น รวดเร็วขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วได้”
สิ้นปีแตะ34-35บาท/ดอลลาร์
ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า มีโอกาสอ่อนค่าลงแตะระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ คำนวณบนสมมติฐานว่าสถานการณ์ในรัสเซีย ไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากราคาน้ำมันที่อ่อนลง แต่ถ้าราคาน้ำมันยังอ่อนลงต่อเนื่องจนกระทบต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ เป็นไปได้ที่จะเห็นเงินทุนไหลกลับไปสหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทเทียบสหรัฐยิ่งอ่อนค่าลงเร็ว และอาจแตะระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ได้
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไทย กล่าวว่าแม้สถานการณ์รัสเซีย และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด จะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายปี2558 แต่โดยภาพรวมยังเชื่อว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายปีนี้ สุทธิแล้วจะเป็นการไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ได้
คาด‘เอฟดีไอ’ไหลเข้าดึงบาทแข็ง
สาเหตุที่มองเช่นนั้นเพราะเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาลงทุนโดยตรง ของการลงทุนตรงจากนักลงทุนต่างชาติ (เอฟดีไอ)มากขึ้น จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ หากเอฟดีไอเข้ามาได้จริงจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ถึง 6% ถ้าประเมินจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนช่วงที่ผ่านมา 7 แสนล้านบาท และยอดรวมปี2557 อาจสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นยอดสูงสุดในรอบหลายปี
“เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่า ญี่ปุ่น สหรัฐ ยุโรป ต้องการใช้เราเป็นฐานการผลิตเป็นเทรดดิ้งฮับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เพราะไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมสุด การเป็นฮับของกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) และสัญญาณเหล่านี้ชัดเจน จึงน่าจะเป็นอัพไซต์เซอร์ไพร์ส สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น”
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ทำให้ต้นทุนต่างๆลดลง ไทยถือเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมาก ดังนั้นราคาน้ำมันที่ลดลง จะหนุนให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและช่วยทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้น ขณะที่ยอดถือครองตราสารการลงทุนต่างๆ ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมาเริ่มลดลง จึงมีโอกาสที่นักลงทุนเหล่านี้จะกลับเข้ามาลงทุนใหม่หลังจากที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน









