"พาณิชย์"เล็งปรับยุทธศาสตร์สู่ศูนย์กลางการค้า "ฉัตรชัย" คงเป้า 4% ขณะนักวิเคราะห์คาดต่ำระดับ3-3.5%
เตรียมปรับยุทธศาสตร์ส่งออกระยะยาว มุ่งสู่"ชาติการค้า" หลังขีดแข่งขันสินค้าไทยในตลาดโลกลดลง ขณะตลาดโลกเสี่ยง ประเมินปีนี้โตได้ 4% เน้นเจาะตลาดอาเซียน ด้านนักวิเคราะห์ประเมินอย่างมาก 3% เหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว หวังตลาดเพื่อนบ้านช่วยดันส่งออกโต
ภาคส่งออกเป็นความหวังช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในปีนี้ แต่การขยายตัวภาคการส่งออกของไทยอาจไม่เป็นไปตามประมาณการ เนื่องจากอุตสาหกรรมของไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้นและขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง หลังจากในปีที่ผ่านมา สินค้าหลายประเภทมีปัญหาส่งออก
ในปีที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทย ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี)ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจปรับประมาณการหลายครั้ง จนอยู่ในระดับแทบจะไม่ขยายตัว หรือ อาจติดลบ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และ สินค้าหลายประเภทของไทยไม่สามารถแข่งขันได้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าในปีนี้ เตรียมยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อปฏิรูปการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากสินค้าหลายชนิดไม่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก
“ปีนี้เราจะวางยุทธศาสตร์เพื่อปฎิรูปการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะยาว เพราะปัจจุบันสินค้าส่งออกหลายตัวของเราเริ่มไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยยุทธศาสตร์ระยะยาวจะให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการส่งออกให้มุ่งสู่สังคมที่มีโครงสร้างการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงสู่ภาคบริการ และการเป็น Trading Nation” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจจะขยายตัวได้ไม่มาก แต่กระทรวงพาณิชย์ยังตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 4% เนื่องจากจะมียุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อผลักดันขยายตัวของการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าอัตราขยายตัวของการส่งออกปี 2558 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 1.5% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาไม่น่าเกิน 3.3% ส่วนตัวเลขคาดการณ์อัตราขยายตัวการส่งออกไทยปี 2558 จะอยู่ที่ 3.24% ขณะที่ภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าจะขยายตัว 3.5% และสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย( สรท.) ประเมินว่า 2.5%
พาณิชย์เน้นตลาดอาเซียน
นางดวงกมล เจียมบุตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2558 ราคาสินค้าเกษตรยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการส่งออก เพราะทิศทางยังทรงตัวในระดับต่ำ อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ส่วนตลาดส่งออก ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนเป็นหลัก สำหรับการผลักดันตลาดใหม่ ควบคู่กับตลาดหลัก อย่างสหรัฐ ที่มีทิศทางเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่ตลาดยุโรป การฟื้นตัวเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน ทำให้ยุทธศาสตร์ต้องเน้นการรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ ส่วนตลาดญี่ปุ่น ที่แนวโน้มเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเช่นกัน ประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย จึงต้องเฟ้นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ เช่น ผู้สูงอายุ
"ภาพรวมแผนผลักดันการส่งออกปี 2558 จะเน้นเชิงลึก และเชิงรุก ในรายสินค้าและรายตลาดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการค้ามีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด"
"ภัทร"ชี้"ขีดแข่งขัน-ราคาสินค้าเกษตร"ฉุด
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปี 2558 คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 3% โดยมี 3 ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้เริ่มเห็นมาตั้งแต่ช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ทำให้ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจเริ่มโยกฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง ประกอบกับไทยยังมีเรื่องค่าแรงที่แพงขึ้นด้วย
เรื่องที่สอง คือ สินค้าบางประเภทที่ไทยผลิตเริ่มไม่ตรงกับความต้องการในตลาดโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ยังได้การส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเข้ามาช่วย และเรื่องสุดท้าย คือ ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกของไทยแม้จะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อประเมินเป็นมูลค่าแล้วไม่สามารถชดเชยกันได้
“ราคาสินค้าเกษตรช่วงที่ผ่านมา หายไปพอสมควร ทำให้การส่งออกแม้จะเท่าเดิม แต่มูลค่าเงินกลับไม่ได้เท่าเดิม เห็นได้ชัดจากราคายางพารา โดยยางพาราแม้จะมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้กลับลดลง”นายพิพัฒน์กล่าว
ลุ้นศก.สหรัฐฟื้นดันส่งออกโต
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกว่าจะไปในทิศทางใด เพราะตรงนี้อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่าง เช่น ราคายางพาราได้ เพราะยางพาราถือเป็นสินค้าทดแทนโดยตรง ซึ่งจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ส่งผลให้ราคายางพาราลดลงตามไปด้วย
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกซึ่งมีผลกับการส่งออกของไทยนั้น แม้ภาพรวมยังสามารถเติบโตได้มากกว่าปีนี้ โดย บล.ภัทร ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2558 ไว้ที่ 3.6% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 3.2% ซึ่งการเติบโตหลักๆ นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้การส่งออกของไทยน่าจะได้ประโยชน์ในส่วนนี้
"เพียงแต่ตลาดจีนที่นับเป็นอีกตลาดซึ่งมีความสำคัญ ยังมีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวอยู่ ประเด็นนี้อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม"
"ทิสโก้"ประเมินปีนี้ขยายตัวดีขึ้น
นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวเช่นเดียวกันว่าในช่วงที่ผ่านมา สินค้าส่งออกของไทยบางอย่างสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และ รถยนต์ขนาดเล็ก โดยในส่วนของรถยนต์ขนาดเล็ก ที่ก่อนหน้านี้เราส่งออกไปอินโดนีเซียค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันทางอินโดฯ เริ่มมาหันมาเป็นผู้ผลิตเอง
“ส่งออกปี 2558 ยังไงก็คงดีขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้น ส่วนค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งซึ่งทำให้เงินบาทอ่อน คงไม่ได้ช่วยผลักดันการส่งออกของไทยมากนัก เพราะการส่งออกของไทยหลักๆ ไม่ได้ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน แต่ขึ้นกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก”
หวังตลาดเพื่อนบ้านช่วยหนุนส่งออก
นายกำพล กล่าวว่าศูนย์วิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ประเมินการเติบโตของการส่งออกไทยในปี 2558 ไว้ประมาณ 4-5% โดยปัจจัยหนุน คือ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ประกอบกับประเทศในกลุ่มกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม(ซีแอลเอ็มวี) ที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี ก็น่าจะหนุนให้การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้มากกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการส่งออก คงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยในอนาคตอีกอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้า คงไม่ได้เห็นการส่งออกเติบโตเลข 2 หลักเหมือนในอดีตแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานการส่งออกที่ใหญ่ขึ้น โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าตัว
ห่วงรัสเซียเพิ่มเสี่ยงส่งออกไทย
ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินเช่นเดียวกันว่า กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะผลักดันให้การส่งออกไทยในปีนี้เริ่มดีขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินตัวเลขการเติบโตของภาคการส่งออกไทยในปี 2558 ไว้ที่ 3.5%
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ปัญหาเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งต้องตามดูว่าจะมีพัฒนาการไปในทางใด โดยประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลกันมากๆ คือ การผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถ้าเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ารัสเซีย กระทบต่อภาพรวมการส่งออกของไทยได้เช่นกัน
“ตัวเลข 3.5% เราได้คำนึงถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การลดนำเข้าของกลุ่มประเทศยุโรปหลังสิทธิจีเอสพีหมดลง และเศรษฐกิจของยุโรปยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งปัจจัยหลายๆ ด้านของเศรษฐกิจโลกเราคำนึงหมดแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ชัดเจน คือ ความเสี่ยงจากรัสเซีย ว่าจะพัฒนาไปสู่จุดที่มีปัญหามากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ดังนั้นตัวเลข 3.5% จึงยังมีความเสี่ยงอยู่”นายเชาว์กล่าว
ชี้ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ฟื้นช้า
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินแนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้ไว้ที่ 3% โดยสาเหตุที่ประเมินตัวเลขการเติบโตไว้ค่อนข้างต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีนัก มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวชัดเจน แต่เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ ยังฟื้นตัวที่ไม่ชัดเจน
นอกจากนี้ความสามารถส่งออกสินค้าของไทยก็ลดลงด้วย โดยสินค้าบางอย่างไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ซึ่งเวลานี้ความต้องการของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยมีราคาที่ลดลง เป็นผลจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันการส่งออกของไทยในปี 2558
ยุโรปตัด'จีเอสพี'ฉุดส่งออกปีนี้
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปี 2558 คาดว่าจะเติบโตได้เพียง 3.5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้นที่ฟื้นตัวชัดเจน ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงยังกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยทำให้ลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีกอุปสรรคสำคัญ คือ การตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ จีเอสพี ในยุโรป เป็นสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลกระทบกับการส่งออก ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่จะฟื้นตัวได้ดีมองว่าจะเป็นสินค้าคงทน โดยเฉพาะรถยนต์ ที่จะฟื้นตัวมากขึ้น ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะฟื้นตัวด้วยเช่นกัน แต่จะไม่เห็นการฟื้นเต็มศักยภาพ เพราะยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างของสินค้า









