ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีฯ คาดจีดีพีปีหน้าโต 4.3% หวังการใช้จ่ายภาครัฐ-เอกชนหนุนเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา แจ้งว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4.3% ผลจากการใช้จ่ายในประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนที่กลับสู่สภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งผลเชิงบวกจากการร่วงลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ทั้งนี้ ยังต้องระวังความผันผวนความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคลี่คลายวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตการเมืองไทย
สำหรับ แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากทั้งภายในและภายนอกประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่อ่อนแรงลงทุกด้านในปี 2557 ซึ่งเห็นว่าการเร่งเครื่องใช้จ่ายและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะเริ่มทยอยปรากฎผลชัดขึ้น หลังจากที่เบิกจ่ายล่าช้าปีนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐอาจต่ำกว่าเป้าได้เนื่องจากยังมีการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาทุจริตในบางโครงการ
นอกจากนี้การลงทุนของภาคธุรกิจจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเติบโต 6-8% หลังซบเซามานาน แรงหนุนจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชนและอาจช่วยหนุนการขยายตัวของความเป็นเมือง ท่ามกลางการเคลื่อนเข้าสู่เออีซี ช่วงสิ้นปี 2558 นอกจากนี้ การเร่งอนุมัติโครงการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ในช่วงที่ผ่านมา บวกกับมาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น การช่วยเหลือเอสเอ็มอี อาจทำให้การลงทุนจริงเพิ่มขึ้นจากปีก่อนชัดเจน
ส่วนการใช้จ่ายของครัวเรือนอาจกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้นหลังอยู่ในสภาวะผิดปกติกว่า 2 ปี คาดว่าจะเติบโต 2.7-3.7% เนื่องจากการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายโดยเฉพาะในชนบทจะถูกจำกัดจากราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำและหนี้ครัวเรือนที่สูง ด้านการส่งออกอาจฟื้นตัวช้าๆ คาดว่าจะขยายตัว 2-4% ในปี 2558 จากที่ไม่เติบโตในปี 2557 แรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผนวกกับพลวัตการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยอาจยังอ่อนแอกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเนื่องจากปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน สำหรับภาคท่องเที่ยวอาจฟื้นตัวดีขึ้นแม้จะไม่เติบโตสูงเหมือนหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับนโยบายการเงินของไทยที่ยังผ่อนคลายน่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่เสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าในปี 2558 จะมีแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ แต่ทางการไทยอาจไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตาม เนื่องจากการร่วงลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก จะทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แม้ไทยจะมีการปรับลดการอุดหนุนราคาพลังงาน และต้นทุนนำเข้าบางส่วนได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทก็ตาม ดังนั้น กนง.จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ 2.0% อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจโลกและไทยอ่อนแอกว่าคาด เงินเฟ้อที่ต่ำก็จะเปิดทางให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับลดลงได้
ขณะที่ค่าเงินบาทในปี 2558 อาจผันผวนในทิศทางอ่อนค่า สอดคล้องกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อาจเติบโตโดดเด่นจนสามารถใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย แตกต่างจากประเทศแกนหลักอื่นๆ ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี อาจช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาท ทั้งนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงมิได้ เนื่องจากความไม่แน่นอนต่างๆ โดยเฉพาะจังหวะและขนาดของการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศแกนหลัก รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ อาจส่งผลให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างฉับพลันเป็นระยะได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน รวมทั้งทิศทางนโยบายการเงินของไทยปีหน้า ได้แก่ ความต่างของภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินในประเทศแกนหลักของโลก ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ ตลอดจนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะมีส่วนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก
ด้านผลจากการร่วงลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก นับเป็นปัจจัยด้านบวกที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ผ่านประเทศผู้บริโภคและนำเข้าน้ำมันเช่นไทย และ ทิศทางการเมืองในประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม แม้การเปลี่ยนแปลงกฎกติกา ที่รออยู่เบื้องหน้าอาจสร้างความกังวลต่อบางภาคธุรกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในปี 2558 นับเป็นความหวังที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อขจัดอุปสรรคและเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป








