คลังประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ปีหน้า จากมาตรการกระตุ้น พร้อมหั่นเป้าปีนี้เหลือ 0.9-1.0%
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจครั้งสุดท้ายของปี โดยคาดว่าในปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าระบบล่าช้า แต่จะเริ่มเห็นชัดไตรมาส 3-4 ปีหน้า ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัวได้สูงสุด
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าสศค.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2557 จากเดิมคาดทั้งปีจะเติบโต 1.2-1.7% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่านี้ หรืออยู่ในระดับ 0.9-1% บนสมมุติฐานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาส 4 จะเติบโตอยู่ในระดับ 3-3.2% ซึ่งยังมีความหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้ถึง 1%
"สาเหตุที่เศรษฐกิจปีนี้เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ เพราะเดิมช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะมีเม็ดเงินรายได้เข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ตัวเลขจริงๆ ล่าช้า" นายกฤษฎา กล่าว
ส่วนแนวโน้มปีหน้าหน้า มั่นใจว่าจะเติบโตได้ตามเป้า 4% เพราะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม มีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานถึง 2 พันใบ จะเริ่มเห็นการลงทุนในช่วงต้นปี 2558
นายกฤษฎา กล่าวว่าเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นผลและส่งผลชัดเจนช่วงไตรมาส 3-4 ทำให้ช่วงดังกล่าวเศรษฐกิจไทยจะเติบโตสูงที่สุด เพราะนอกจากเป็นช่วงที่จะเห็นผลการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นช่วงที่ฐานเศรษฐกิจในปีนี้ต่ำด้วย
เกาะติดศก.โลกปัจจัยเสี่ยงปีหน้า
สำหรับความเสี่ยงปีหน้าที่ต้องติดตาม คือ ภาวะเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจประเทศหลักๆ เติบโตดี และสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนออก มีผลกระทบต่อค่าเงิน หากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้นด้วย
ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง ผลกระทบโดยตรงมีทั้งผลด้านบวกและด้านลบ ด้านบวก คือ เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนของผู้ประกอบการก็จะลดลง แต่จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ส่วนผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจในต่างประเทศ พบว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากๆ มีสัดส่วนในการทำการค้ากับไทยน้อย
"ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อาจจะทำให้สินค้าภาคเกษตรปรับลดลง ทำให้สศค.คาดการณ์ว่าสินค้าเกษตรของไทยในปีหน้าจะปรับลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ ส่วนประเด็นทางการเมืองนั้นเราไม่ได้มองในเรื่องความเสี่ยง เพราะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายพยายามช่วยกันแก้ไขให้ดีขึ้น"นายกฤษฎา กล่าว
ศก.เดือนพ.ย.สัญญาณชะลอตัว
นายกฤษฎา กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ย.2557ว่า เศรษฐกิจเดือนนี้มีสัญญาณชะลอตัว ตามการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัว สะท้อนยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ซึ่งขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 1.7%
การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ติดลบ 12.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว 2.9% เช่นเดียวกับยอดขายปูนซีเมนต์ที่หดตัวลงต่อเนื่องติดลบ 8.8% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 5.7%
ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่อยู่อาศัย ทั้งในแนวราบ และอาคารชุดที่ยังทรงตัว สำหรับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนที่หดตัว 8.5% เช่นเดียวกับปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 17.4%
ภาวะการคลังในเดือนพ.ย. สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ผ่านการขาดดุลงบประมาณ โดยรัฐบาลขาดดุลงบประมาณในเดือน พ.ย.รวม 6.97 พันล้านบาท มาจากการจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.62 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 2.05 แสนล้านบาท ส่งผลให้ 2 เดือนในไตรมาสแรกของปีงบ 2558 มีอัตราการเบิกจ่ายงบได้ 20.4% ของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ที่อยู่ที่ 2.57 ล้านล้านบาท และรัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 2.61 แสนล้านบาท
สำหรับการส่งออกกลับมาหดตัว 1% จากเดือนก่อนหน้าขยายตัว 4% โดยการส่งออกที่ปรับตัวลดลงมาจากการส่งออกสินค้าในหมวดเกษตรกรรม ยางพารา รวมถึงการหดตัวในระดับสูงในสินค้าน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เสถียรภาพประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหาภาค สศค. เปิดเผยว่า เสถียรภาพในประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในระดับมั่นคง สามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพ.ย.2557 ขยายตัว 1.3% ต่อปี ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ 1.5% จากต้นทุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ
ขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ 0.5% ของกำลังแรงงานรวม หรือมีผู้ว่างงาน 2.10 แสนคน สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศถือว่า อยู่ในระดับมั่นคง สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ 158.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.7 เท่าอันจะสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้
"สศค."เล็งถกสมหมายตั้งงบกลางปี
นายกฤษฎา กล่าวเสริมหลังว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีแนวคิดในการจัดตั้งงบประมาณกลางปี 2558 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 แสนล้านบาท คงต้องมีการหารืออีกทีว่ามีความจำเป็นหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คุยกับทางรัฐมนตรีคลังเลย
โดยหลักการแล้ว การตั้งงบกลางจะทำเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ไม่มีงบประมาณ เช่น การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม หรือเกิดวิกฤติแล้ว มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการจัดทำงบประมาณกลางปี จะต้องเขียนที่มาของรายได้ให้ชัดเจน จะเป็นเงินจากการจัดเก็บรายได้ที่เกินกว่าเป้า มาจากเงินกู้ที่ยังมีช่องให้กู้ได้ หรือสามารถใช้เงินคงคลังได้ แต่หากนำมาจากเงินคงคลังก็ต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้
กรุงศรีฯชี้ศก.ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน
ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2557 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำสุดในอาเซียนที่คาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% ผลจากสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งความอ่อนแอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองในประเทศ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจพลิกผันจากที่ไร้การเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกมาสู่การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงกลางปี
ลุ้นลงทุนรัฐ-เอกชนดันปีหน้าโต4.3%
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรี เชื่อว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยคาดว่าจะเติบโตได้ราว 4.3% ผลจากการใช้จ่ายในประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนที่กลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งผลเชิงบวกจากการร่วงลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตามยังต้องระวังความผันผวนจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคลี่คลายวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤติการเมืองไทย
ทหารไทยระบุไม่พลิกคาดหมาย
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ไม่ประหลาดใจกับตัวเลขของสศค. วานนี้ เพราะรัฐบาลมองแล้วปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 1% ที่ผ่านมายังเห็นทิศทางการปรับลดคาดการณ์จีดีพีจากสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้ว ตัวเลขที่ออกมาถือว่าไม่ได้แย่กว่าที่คาดไว้
ในส่วนธนาคาร มองว่า จีดีพีปีนี้จะอยู่ที่ 0.6% ส่วนปีหน้าอยู่ที่ 3.5% และแนวโน้มการฟื้นตัวช้ายังคงอยู่ไปถึงปีหน้า ดังนั้นปี 2558 เราจะเริ่มปีใหม่ด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และจะเห็นปัญหาจากภาคต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ทำให้โดยรวมการฟื้นตัวยังค่อนข้างขรุขระ
ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ลดลง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ความอึมครึม และความไม่คล่องของเศรษฐกิจกระทบกับเอสเอ็มอีกระทบมาระยะหนึ่งแล้ว
“ทุกอย่างมะรุมมะตุ้มกันอยู่ ภาคการส่งออกน่าผิดหวังมากที่สุดปีนี้ ทั้งที่ควรเป็นหัวหอกในการเติบโต แต่ตัวเลขในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมายังติดลบ 0.4% กลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจเสียอีก และติดลบมา 2 ปีต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนที่เคยคิดว่าพอการเมืองดี ก็จะเห็นการฟื้นตัวรูปตัววี แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้ฟื้นเร็วอย่างที่คาด รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนด้วย แม้ภาครัฐออกนโยบายและมาตรการต่างๆ แต่ยังมีความล่าช้าเบิกจ่าย ทำให้ทุกอย่างหลุดคาดการณ์ ส่วนปีหน้าจะเข้าปีใหม่ด้วยความพยายามพื้นเศรษฐกิจ มีแรงส่งอย่างละนิดจากการบริโภค เบิกจ่ายงบประมาณบ้าง ส่งออกก็ยังไม่เต็มที รวมๆ กันไม่สดใสมากนัก”









