วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม พ.ย.หดตัว3.5%

สศอ.เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ย.หดตัว 3.5% ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.81%

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน 2557 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหดตัวร้อยละ 3.5 อุตสาหกรรมที่ทำให้ลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องประดับเพชรพลอย และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 59.81

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ การผลิตรถยนต์เดือนพฤศจิกายน 2557 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 13.55 โดยการผลิต 158,038 คัน จำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 73,068 คัน ลดลงร้อยละ 21.84 ด้านการส่งออกขยายตัวร้อยละ 11.03 โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย โอเชียเนีย อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา, อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตปรับตัวลดลงร้อยละ 4.04 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าปรับตัวลดลงร้อยละ 1.40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ปริมาณความต้องการบริโภคเหล็กเดือนพฤศจิกายน 2557 มีปริมาณ 1.53 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 0.53 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24 การส่งออกมีมูลค่า 86.61 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.44 ส่วนมูลค่าการนำเข้า 723.13 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.87, อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มกลุ่มเส้นใยสิ่งทอเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตลดลงจากคำสั่งซื้อของตลาดภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปีตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น

ส่วนอุตสาหกรรมอาหาร ภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.7 เนื่องจากการผลิตปศุสัตว์และประมงเพิ่มขึ้นเป็นผลจากความต้องการของตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นและภาวะการใช้จ่ายในประเทศที่ยังทรงตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังได้รับผลกระทบจากอำนาจซื้อในประเทศชะลอตัวลง ส่วนการส่งออกในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เนื่องจากได้รับผลดีจากการเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้า เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) แต่ต้องติดตามปัจจัยกระทบในสหภาพยุโรปที่ยังไม่มีความแน่นอนจากการติดตามรอผลสรุปการแก้ไขวิกฤตการณ์ยูเครน-รัสเซีย-สหภาพยุโรป รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง