วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET จะขึ้นทดสอบ 1500 จุด

SET View

- แนวโน้ม SET จะแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 1500 จุด แต่คาดว่ายังไม่ผ่าน มองกรอบเคลื่อนไหว 1470-1500 จุด ด้วยปัจจัยผสมผสาน (1) ถ้อยแถลงนโยบายของเฟดที่เปิดเผยเมื่อวาน บ่งบอกเป็นนัยว่าจะไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย ทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอาจยืดไปจนถึงปลายปีหน้าจะเดิมที่คาดจะเป็นกลางปี ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนปรับขึ้นกว่า 288 จุด (+1.7%) (2) ราคาน้ำมันดิบ Brent กลับมายืนเหนือ US$60 ต่อบาร์เรลจะผ่อนคลายแรงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตามจิตวิทยาการลงทุนโดยรวมจะได้รับการกดดันจาก (3) เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งโดย US dollar Index ขึ้นทดสอบระดับสูงสุดรอบสัปดาห์ที่ 89 บ่งบอกว่าสินทรัพย์เสี่ยงที่เป็น Non-US Dollar ยังมีโอกาสผันผวน (4) นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2 วันกว่า 1 หมื่นล้านบาทคาดว่าเกิดจากเม็ดเงิน LTF เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ก่อนหน้า ทำให้เม็ดเงินจาก LTF ที่จะช่วงพยุงตลาดจะเริ่มจำกัด (5) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องกว่า 5.8 พันล้านบาท และ 6 วันทำการได้ขายสุทธิไปแล้วกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท และ (6) ทางเทคนิค SET กำลังสร้างฐานบริเวณ 1448+/- ผ่านขึ้นไปได้จะขึ้นไปทดสอบ 1520 จุด ไม่ผ่านจะกลับลงไปต่ำกว่า 1400 จุด

- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน เน้นการถือครองเงินสด/ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมาแรงเมื่อวานนี้ หรือหากรับความเสี่ยงได้มาก หาจังหวะลงแรงซื้อ-รีบาวน์ขึ้นขาย

1)Top Daily Pick : CK (หนึ่งในผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีโอกาสได้งานประมูลโครงการขนาดใหญ่เพิ่มที่จะชัดเจนในต้นปีหน้า กอปรกับมีโอกาสเติบโตจากธุรกิจสาธารณูปโภคที่ดำเนินการโดยบริษัทลูก) PTTGC (คาดราคาหุ้นสะท้อน Stock Loss จำนวนมากที่จะเกิดขึ้นใน 4Q57 ไปแล้ว เป็นตัวเดียวในกลุ่มโรงกลั่น/ปิโตรเคมีที่เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” จากราคาหุ้นถูกสุดในกลุ่ม)

2)Technical Pick : PTTGC KTB ITD TMB STEC

3)Theme Play : กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (BBL KBANK KTB SCB) ที่จะผันผวนตาม SET กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย (SPALI AP PS) ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กลุ่มทีวีดิจิทัล (GRAMMY NBC RS WORK) กลุ่มร้านอาหาร/เครือข่าย (M KAMART) จากแนวโน้มการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ

- รายงานวันนี้

Update : กลุ่มพลังงาน (น้ำหนักการลงทุน “เท่าตลาด”) กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น พบกันใหม่ปีหน้า เลือก PTTGC เป็น Top Pick

Fundamental Talk

- รัสเซียเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม

•เมื่อวันก่อน (16 ธ.ค.) ธนาคารกลางรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 10.5% ขึ้นสู่ระดับ 17% เป็นการปรับขึ้นครั้งเดียวที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 41 เพื่อพยายามแก้ปัญหาการลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserve) ซึ่งปรับลดลงไปแล้วราว 1/5 จากระดับสูงสุดของปีก่อนมาที่ US$ 4.18 แสนล้านในเดือนพ.ย. ผลสืบเนื่องจากเงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค.จากกรณีพิพาทกับยูเครน ,มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ/ระงับธุรกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตก ตามด้วยมาตรการปกป้องค่าเงินโดยใช้ทุนสำรองในเดือนพ.ย. แต่ก็ไม่ได้ผล กลับถูกซ้ำเติมจากภาวะตกต่ำของราคาเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันดิบ/แก๊สธรรมชาติ (รัสเซียส่งออกเชื้อเพลิงกว่า 60% ของยอดส่งออกรวม) รวมถึงการชะตัวตัวเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่งผลให้นักลงทุนและประชาชนสุญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงินสกุลรูเบิล ซึ่งได้เสื่อมมูลลงมากกว่า 1/2 ในเวลาเพียง 3 เดือน

•การเสียความมั่นใจของนักลงทุน/ประชาชน ขยายตัวจนเกิดเป็นการสะท้อนกลับ เมื่อค่าเงินเสื่อมมูลค่านำไปสู่การไหลออกของทุนสำรอง และการไหลออกของทุนสำรองนำไปสู่การเสื่อมมูลค่าของค่าเงิน นำมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยเรียกความมั่นใจเพื่อยุติปรากฏการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ทำให้ค่าเงินชะลอการอ่อนค่าลงแต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณกลับทิศทางแต่อย่างใด

•เราไม่วิตกต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง ทั้งต่อประเทศไทยและต่อโลก เนื่องจากการค้าระหว่างรัสเซียกับไทยมีสัดส่วนเพียง 1% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันขนาดเศรษฐกิจของรัสเซียไม่ใหญ่มาก คิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% และ 2% ของ GDP โลก และของการค้าโลกตามลำดับ

•สิ่งที่น่าวิตก คือ หากมาตรการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ยังไม่สามารถยุติการการลดลงของทุนสำรองรวมถึงการอ่อนค่าของค่าเงินรูเบิลได้อาจต้องใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นปิดประตูการเงินและคุมเงินเข้าออกประเทศ (Capital control) ซึ่งเราคาดว่าจะมีผลกระทบต่อการปรับพอร์ตการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค เนื่องจากรัสเซียมีหนี้ต่างประเทศราว 1.7 เท่าตัวของเงินทุนสำรองหรือราว US$7.3 แสนล้าน เป็นหนี้ของภาคเอกชนและสถาบันการเงินในสัดส่วนมากกว่า 90% ซึ่งมูลหนี้ดังกล่าวน่าจะมีความเชื่อมโยงกับตลาดการเงิน/ตลาดทุน ในภูมิภาคโดยเฉพาะฝั่งยุโรปทั้งโดยตรงและโดยอ้อมไม่มากก็น้อย จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด