บอร์ดกสทช.เบรกเรียงช่องทีวีดิจิทัล แจง"ทรูวิชั่นส์"ยื่นอุทธรณ์ร่างประกาศฯ ตีกลับกสท.ดูกฎหมาย หวั่นคดีฟ้องร้อง
บอร์ดกสทช. มีมติชะลอพิจารณาร่างประกาศฯ เรียงเลขช่องทีวีดิจิทัล 1-36 ทุกแพลตฟอร์ม หลัง "ทรูวิชั่นส์" ยื่นคัดค้านอ้างขัดบทเฉพาะกาลกฎหมายคุ้มครองผู้ประกอบการรายเดิม ส่งกลับ กสท. พิจารณาข้อกฎหมาย หวั่นผู้ประกอบการฟ้องร้อง ชงเข้าบอร์ดใหญ่อีกครั้ง 21 ม.ค.58
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. วานนี้ (17 ธ.ค.) มีมติ "ส่งกลับ" ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ พ.ศ...(ฉบับใหม่) ที่กำหนดให้จัดเรียงเลขช่องทีวีดิจิทัล ที่หมายเลข 1-36 เหมือนกันทุกแพลตฟอร์ม ทั้งโครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน โครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ไปพิจารณาข้อกฎหมาย และหนังสือร้องเรียนจากผู้ประกอบการที่มีการยื่นคัดค้านอีกครั้ง
เนื่องจาก บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวี ยื่นหนังสืออุทธรณ์มายังบอร์ด กสทช. โดยระบุว่าในฐานะผู้ประกอบการรายเดิม ได้รับผลกระทบจากการจัดเรียงช่องใหม่ โดยเห็นว่าเป็นร่างประกาศฯ ที่ขัดแย้งกับบทเฉพาะ ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่คุ้มครองผู้ประกอบการรายเดิม สามารถจัดเรียงหมายเลขช่องได้เอง
นอกจากนี้ ชมรมโครงข่ายดาวเทียม สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมและสมาคมการค้าผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ได้ยื่นหนังสือคัดค้านร่างประกาศฯ เรียงช่องใหม่ มายังสำนักงาน กสทช. ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าประกาศฯ เรียงช่องฉบับเดิม ที่กำหนดให้หมายเลขช่อง 1-10 โครงข่ายเคเบิลและดาวเทียมเป็นผู้จัดเรียงช่องได้เอง เป็นประกาศที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะมาแล้ว อีกทั้งได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับชมผ่านโครงข่ายดังกล่าวรับรู้แล้ว ดังนั้นการจัดเรียงเลขช่องใหม่ จะสร้างความสับสนให้ผู้ชมบนโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม
สั่งทบทวนร่างฯ หวั่นคดีฟ้องร้อง
นายฐากร กล่าวอีกว่า จากการยื่นอุทธรณ์ของโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียมที่คัดค้านร่างประกาศฯ เรียงช่องดังกล่าว บอร์ด กสทช. มอบหมายให้ กสท. ไปพิจารณาอีกครั้งข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบอีกครั้ง ทั้งข้อกฎหมายที่ยื่นคัดค้าน และข้อมูลของกลุ่มผู้ประกอบการที่เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ ดังกล่าว
"การรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเป็นขั้นตอนปกติในการพิจารณาร่างประกาศฯ ต่างๆ ของ กสทช. เมื่อยังมีเสียงคัดค้านก็ต้องพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดคดีฟ้องร้อง ที่จะเกิดขึ้นจากการประกาศใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ"
หลังจาก บอร์ด กสท.กลับไปทบทวนร่างประกาศฯ ข้อกฎหมาย และหนังสือคัดค้านของผู้ประกอบการที่ไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ เรียงช่องแล้ว จากนั้นสำนักงาน กสทช.จะบรรจุวาระประชุมบอร์ด กสทช. เพื่อพิจารณาร่างประกาศฯ เรียงช่องอีกครั้ง ในวันที่ 21 ม.ค.2558
เคาะงบรายจ่ายปีหน้า5พันล้าน
ที่ประชุม กสทช. มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จำนวน 5,035 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากอนุกรรมการพิจารณางบประมาณ และคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองงบประมาณงบประมาณฯ ที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 4 คนแล้ว โดยเงินงบประมาณดังกล่าวต่ำกว่ากรอบวงเงิน ที่ กสทช. เคยให้ความเห็นชอบไว้ จำนวน 5,297 ล้านบาท และต่ำกว่าประมาณการรายรับ ปี 2558 จำนวน 7,479 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ กสทช. มีเงินส่งคืนรัฐทันที จำนวน 2,443 ล้านบาท
นอกจากนั้น ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างอัตราเงินเดือน การปรับฐานเงินเดือน และการกำหนดเงินประจำตำแหน่ง ของสำนักงาน กสทช. โดยจะมีการเพิ่มฐานเงินเดือนให้กับพนักงานระดับปฏิบัติการ และมีการลดเพดานเงินเดือนของผู้บริหาร ประกอบกับการกำหนดเงินประจำตำแหน่งให้กับผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการส่วนจนถึงระดับรองเลขาธิการ ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างอัตราเงินเดือนนี้ ในอนาคตจะเป็นการจำกัดงบประมาณในส่วนของเงินเดือนในระยะยาว เนื่องจากเป็นการปรับลดกรอบเงินเดือนขั้นสูงลง ปัจจุบันพนักงาน 1,400 คน มีค่าใช้จ่ายเงินเดือน เดือนละ 45 ล้านบาท
ที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณา เรื่องการยื่นอุทธรณ์การสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปในรายการ “การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2014” ของ บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด โดยเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจของอนุกรรมการพิจารณาศึกษาการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2014 ที่ประชุมฯ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานฯ ไปตั้งคณะทำงานศึกษากรณีการยื่นอุทธรณ์ดังกล่าว
ปัจจุบัน กสทช.จ่ายเงินให้อาร์เอสแล้ว 369 ล้านบาท โดยอาร์เอส เรียกร้องเพิ่มเติมส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายค่าโฆษณาของ กสทช. ในช่วงแข่งขัน เพื่อให้เป็นไปตามกรอบวงเงินรวม 427 ล้านบาท








