"CK"เน้นงานสาธารณูปโภคเป็นหลัก จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจงานก่อสร้างภาครัฐหันมาลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นทางด่วน รถไฟฟ้า น้ำประปา พลังงานไฟฟ้า เหล่านี้คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนไทยต้องใช้ทั้งนั้น’
จับจุดยุทธ์ศาสตร์ของประเทศเพื่อผลักดันจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ควบคู่กับการเป็นผู้บริหารจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของคนไทยทำให้ ในสายตา ของ ‘ประเสริฐ มริตตนะพร’ กรรมการ บมจ. ช.การช่าง หรือ CK จึงมีการเติบโตที่แตกต่างจากบิ๊กรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในไทยด้วยกัน
เริ่มตั้งแต่การมองว่าประเทศไทย ยังต้องมีการลงทุนอีกมากในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และการขยายตลาดในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อรองรับตลาดใหม่ๆ ทำให้ต้องมีการมาร์คจุดยืนที่ชัดเจนตามไปด้วย หากดูจากบริษัทลูกๆ ของ CK แล้ว พอที่จะตอบโจทย์ ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทางด่วน (บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ หรือ BECL) มีอายุเยอะที่สุดในบรรดาลูกๆ ทั้งหมด สามารถจ่ายปันผลตอบแทนให้บริษัทได้นานแล้ว และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันธุรกิจนี้มีการเพิ่มเส้นทางทั้งเส้นกาญจนาภิเษก ทางด่วนศรีรัตน
การลงทุนในธุรกิจรถไฟฟ้า (บมจ. รถไฟฟ้ากรุงเทพหรือ BMCL) ยังเป็นบริษัทลูกเพียงรายเดียวที่ยังขาดทุน ต้องใช้เวลามากกว่านี้ เพื่อจ่ายผลตอบแทน เพราะต้องรอจำนวนผู้โดยสารให้มากขึ้น มีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินที่สามารถเชื่อมต่อส่งผู้โดยสารได้มากขึ้น ทำให้ BMCL มีรายได้ที่มากขึ้นและอนาคตก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนได้
ปัจจุบันมีโครงการส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ซึ่ง CK เป็นผู้รับผิดชอบก่อสร้างโครงการลอดแม่น้ำเจ้าพระยาจากฝั่งธนบุรีไปยังฝั่งพระนคร การดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว 60% เป็นโครงการมูลค่า 45,000 ล้านบาท หากก่อสร้างแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็จะต้องหาผู้ที่มีบริหารงานเดินรถซึ่ง BMCL ก็บริหารของเดิมอยู่แล้วก็มีสิทธิค่อนข้างมาก เพราะสามารถบริหารเส้นทางเดินรถไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจน้ำประปา (บมจ.ทีทีดับบลิว หรือ TTW) ที่สามารถจ่ายผลตอบแทนกลับมายัง CK ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งบริษัท ปีนี้ก็มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตอีกแสนคิวบ์มูลค่าก่อสร้าง 3,000 ล้านบาท และแน่นอนว่า CK ก็จะเป็นผู้ก่อสร้างไปด้วย
และลูกคนสุดท้อง ธุรกิจพลังงาน (บมจ. ซีเคพาวเวอร์ หรือ CKP) ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไปแล้ว ทำธุรกิจพลังงานไฟฟ้าต่างๆ เขื่อน ซึ่งอนาคตก็จะสร้างผลตอบแทนในรูปของปันผลได้ค่อนข้างมาก ให้กับบริษัทแม่ ปัจจุบันมีโครงการเขื่อนน้ำงึม โครงการบางเขนชัย โครงการโซลาร์ฟาร์ม โครงการโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจน 1 เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว ส่วนโครงการเฟส 2 มูลค่า 4,000 ล้านบาท ก็กำลังเริ่มก่อสร้าง ซึ่ง CK ก็จะรับผิดชอบเป็นผู้ก่อสร้าง
"เหล่านี้คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนไทยต้องใช้ทั้งนั้นเมื่อมีการลงทุนก็ต้องมีการก่อสร้างซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจของ CK ที่ดำเนินธุรกิจหลักด้านนี้อยู่แล้วก็เข้าไปรับงานก่อสร้างเพื่อให้โครงการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการกับประชาชนได้"
การที่ CK มองยุทธ์ศาสตร์แตกต่างกับรับเหมารายอื่น ส่วนหนึ่งก็เป็นการขยายธุรกิจของบริษัทให้ครอบคลุม อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจของ CK ที่ให้บริการกับประชาชน ให้กับประเทศชาติ ยิ่งธุรกิจพลังงาน ประปา การขนส่ง หากให้ประเทศเจริญต้องลงทุนมาก และนับวันมีการใช้สาณารณูปโภคเหล่ามากขึ้นทุกวัน ต่างชาติเองก็สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ล้วนแต่ต้องใช้พลังงานต้องใช้ไฟฟ้า ประชาชนก็ต้องใช้ นอกจากการผลักดันการเติบโตพร้อมมองหาการลงทุนของบริษัทลูกแล้ว ตัว CK เอง มีจุดเด่นที่ศักยภาพการก่อสร้าง ทั้งทางด่วน รถไฟใต้ดิน เขื่อน ทำให้การประมูลแข่งขันโครงการต่างๆ ของภาครัฐจึงไม่ค่อยกังวลใจ
จากโครงสร้างลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาทนั้น โครงการภาครัฐเร่งลงทุนมีรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าสีต่างๆ ท่าเทียบเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ สุวรรณภูมิเฟส 2 เหล่านี้เป็นโครงการที่ CK เคยเข้าไปทำงานแล้วทั้งนั้น ซึ่งคาดว่ามูลค่าที่ CK น่าจะมีส่วนในการก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 20 % อยู่ที่ว่าโครงการจะมาเมื่อไร
ขณะเดียวกันบริษัทก็จะประเมินความเสี่ยงไปด้วยในหลายๆ เรื่อง ทางการประมูล งานจากภาครัฐ ควรมากน้อยแค่ไหน การจัดการวัสดุอุปกรณ์ ความจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร เรื่องนี้หากเป็นโครงการใหญ่ทำสัญญาผูกเป็นระยะยาวไปเลยก็มีการจัดส่งมาให้ตามสัญญา
ส่วนความเสี่ยงด้าน บุคลากรหรือแรงงานก็ต้องดูแลก็มีการลดความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการก่อสร้างด้วย และยังมีซับคอนเทค อีกทอดก็ช่วยลดภาระแรงงานไปได้ หรือหากงานประมูลของภาครัฐที่เตรียมทยอยประกาศออกมามีจำนวนมากบริษัทจึงมีความพร้อมเต็มที เพราะมีวิศวกรมีความเชี่ยวชาญอยู่กับบริษัทมานานสามารถผลักดันให้ขึ้นมารับผิดชอบแต่ละโปรเจคได้ ก็เรียกว่าดูความเสี่ยงไว้ครบถ้วน
การจัดหาแหล่งเงินทุนหากมีงานภาครัฐออกมา สถาบันการเงินก็ให้การสนับสนุนเต็มที มีธนาคารขนาดใหญ่พร้อมที่จะปล่อยกู้ แต่เรื่องนี้ต้องดูทั้งดอกเบี้ย และค่าเงิน ป้องกันไว้ไม่ให้มีความเสี่ยงในแต่ละช่วง
นอกจากมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการพื้นฐานในประเทศแล้ว CK ยังไปรุกตลาดต่างประเทศรองรับเอาไว้ ทั้งที่ สปป. ลาว CK เข้าไปเป็นรายแรกๆ โดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้างพลังงาน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ทำงานมากว่า 10 ปี
โครงการใน สปป. ลาว ก็มีเขื่อนน้ำงึม ที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์แล้ว 3-4 ปี ตอนนี้มีโครงการฝาย ไซยบุรี ก่อสร้างมาได้ 3-4 ปีแล้ว คาดว่า 2560 ขายไฟเชิงพาณิชย์ได้ ตอนนี้ยังอยู่ใน CK แต่ถ้าขายไฟได้แล้วก็จะขยายให้ CKP เป็นผู้ถือหุ้นแทน ยังมีโครงการน้ำบาก ยังมีอีกหลายโครงการ ที่เข้าไปเซ็นสัญญาไว้แล้ว กัมพูชาก็ก่อสร้างถนน เวียดนามก่อสร้างโรงกระดาษ หรือพม่าเองก็ไม่ได้ทิ้งโอกาสแต่อยู่ระหว่างศึกษา ไม่รีบร้อนเพราะมีกฎระเบียบมากมาย สาขาธนาคารก็พึ่งจะไปเปิดไม่เหมือนที่ สปป.ลาว ที่ไม่ค่อยมีเรื่องประเด็นดังกล่าวที่น่ากังวล
"ตอนนี้ยอดรับรู้รายได้ (BACKLOG) ในปีนี้รับรู้ 20-30% ที่จะเข้ามารับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งงานที่ประมูลงานที่เตรียมรอประมูล ส่วน BACKLOG ที่มีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาท มีงานในประเทศและต่างประเทศ แต่ละปีน่าจะทำได้ 30,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ไปเรื่อยๆ 3-4 ปี ยกเว้นมีงานใหม่เพิ่มเข้ามาก็รับรู้รายได้เพิ่มขึ้นไปอีก"
ดังนั้นบริษัทจึงตั้งเป้าเติบโตปีหน้าอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท จากงานในมือที่รับรู้รายได้และยังมีงานที่จะเข้าไปประมูลของภาครัฐ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมถึงบริษัทมีความพร้อมเข้ารับงานโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ โดยคาดหวังจะได้งานอย่างน้อย 1 เส้นทาง และโครงการถนนมอเตอร์เวย์
ส่วนรายได้ปีนี้สูงกว่าประมาณสำหรับรายได้ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33,000 ล้านบาท สูงกว่าที่บริษัทเคยประมาณการไว้ เพราะว่าทุกโครงการของบริษัทมีความคืบหน้า
นาทีนี้ภาพรวมบริษัทลูกๆ ทั้งหมดแข็งแรงพอ BMCL ก็จบเพิ่มทุนไปแล้วปี 2556 ทำให้หนี้สินหนี้ต่อทุน (D/E) ดีขึ้น มูลค่าทางบัญชีก็ดีขึ้น ส่วน BECL สามารถเดินได้ด้วยเงิน D/E ต่ำมาก ไม่เคยต้องเพิ่มทุน และจ่ายปันผลดีตลอด ส่วน TTW ไม่ต้องพูดถึง D/E ต่ำสุดๆ ปันผลดีตลอด ราคาหุ้นก็ดี หรือ CKP พึ่งเข้าตลาดหุ้นมาไม่นานมีเงินลงทุนอีกมาก ยังสามารถสร้างหนี้ได้หากเจอโครงการดีๆ
ทั้ง CK บริษัทแม่ และบริษัทลูกไม่ต้องเพิ่มทุนในอนาคต แต่ที่เห็นการขายหุ้นบริษัทลูกให้กับพันธมิตรช่วงที่ผ่านมา มาจากเงื่อนไขการกู้เงินที่ต้องมี D/E ตามกำหนด จึงมีการแบ่งขายหุ้นออกมาแต่ก็ขายให้กับพันธมิตรไม่ใช่บุคคลอื่นข้างนอกก็จะได้เงินทุนเข้ามา และยังได้กำไร แถม D/E ก็ลดลง เหลือ 1.5-1.6 เท่า
"4-5 ปีที่ผ่านมาไม่ได้พบปะผู้จัดการกองทุนเลย แต่ปีนี้มีผู้ที่สนใจทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐ ส่วนต้องการรู้จักบริษัท เพราะมองว่าโครงการภาครัฐที่ออกมาเป็นสิ่งที่ให้ความสนใจมาก เรียกว่าอยู่ในส่วยตานักลงทุนมากขึ้น"









