ภาครัฐ-เอกชนจับมือจัดตั้งกองทุนยาง 420 ล้านบาท เพื่อซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เชื่อราคา 60 บาท/กก.ได้
ห้องประชุมคอนเฟอร์เร้นท์ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายสุวิทย์ รัตนพงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อำนวย ปะติเส) นายอุทัย หลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย
นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศจำกัด ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงบัณฑิตย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเกิดวงศ์บัณฑิตย์จำกัด นายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราไทย และนายชยันต์ สังขไพฑูรย์ สภาเกษตรกรจังหวัดสงขลาให้สัมภาษณ์พิเศษ คุณสุทธิชัย หยุ่น ระหว่างการเข้าร่วมเสวนา เวทีพลเมืองปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 10 พิมพ์เขียว "ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย " อนาคตยางพาราไทยจะไปทางไหน" ที่จัดโดย ทีวีดิจิทัล NOW 26 เรื่องการจัดตั้งกองทุนยาง (รับเบอร์ฟันด์) ระหว่างรัฐบาลกับเอกชนเพื่อเข้าซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรกรล่วงหน้า
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจับมือกับระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาราคายาง โดยจัดตั้งเป็นกองทุนที่ทางรัฐบาลกับผู้ประกอบการร่วมกัน โดยทางบริษัทเอกชนจ่ายเงินข้าวของกองทุนรายละ 30 ล้านบาท รวม 210 ล้านบาท และทางภาครัฐจ่ายสมทบเข้ากองทุนอีก 210 ล้านบาท รวมเป็น 420 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนี้
"เรากำลังจะส่งสัญญาณให้ตลาดโลกรู้ว่าราคายางในปัจจุบันเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะขณะนี้ในโรงงานไม่มียางแผ่นเลย นี่คือความเป็นจริง เพราะเกษตรกรบางส่วนหยุดกรีด ทำให้ผลผลิตลดลง ฉะนั้นเมื่อมีการดำเนินการซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าจะเห็นราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 80 บาท ผมไม่กล้ารับประกัน แต่ถ้า 60 บาทมีโอกาส หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระบบกลไกตลาด"
ส่วนการดำเนินการมาตรการของรัฐบาลที่เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรัฐบาลก็ทำควบคู่กันไป แต่การดำเนินการให้เป็นไปในลักษณะที่เงียบๆไม่ต้องประกาศ เพราะการประกาศมาตรการแก้ปัญหาบางมาตรหารมีผลกระทบทำให้ราคายางตกต่ำเช่นที่ผ่านมาเรามีการประกาศขายยาง 210,000 ตันประกาศทุกครั้งราคายางลดลงทุกครั้งๆละ 5-10 บาท/กิโลกรัม ที่ผ่านมาเรามีการประกาศขายยางไปแล้วกว่า 10 ครั้ง ราคายางลดลงทุกครั้ง
นายบุญส่ง กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตยางลดลงเกิดจาก 2 เหตุผล คือ 1.ราคายางตกต่ำทำให้เกษตรกรหยุดกรีด และ 2.มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันผลผลิตยางลดลง ฉะนั้นการดำเนินการมาตรการกองทุนยางเพื่อซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าก็จะทำให้ราคายางปรับขึ้นได้
"ในความเป็นจริงยางตอนนี้ผลผลิตลดลงในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ผลผลิตยางจะมีประมาณ 400,000 ตันเท่านั้น ซึ่งผลผลิตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จึงเชื่อว่าราคายางจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในปีหน้า"
ในขณะเดียวกันก็อยากฝากรัฐบาลในการดำเนินการสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้ในประเทศแค่ 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ด้วยการนำร่องให้ส่วนราชการนำยางไปใช้เป็นส่วนผสม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เป็นการดำเนินการควบคู่กันไป
นายเยี่ยม กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศจำกัด ก็มีการประชุมร่วมกันเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการกำหนดมาตรการเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพราคายางคือ 1.ให้ทั้ง3 ประเทศไม่มีการขยายพื้นที่การปลูกยางในช่วงนี้ เพื่อลดปริมาณการผลิต 2.ให้ทั้ง 3 ประเทศ ชะลอระบายการส่งออกยาง โดยการส่งออกของทั้ง 3 ประเทศจะต้องมีการรายงานข้อมูลการส่งออกทุกเดือน เพื่อมีการประเมินสถานการณ์การส่งออกของทั้งสามประเทศอย่างใกล้ชิด
นายอุทัย กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในมาตรการต่างๆ เนื่องจากราคายางที่เป็นอยู่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ส่วนการเรียกร้องของเกษตรกรในราคารับซื้อยางที่ 80 บาท/กิโลกรัมมันต้องพิจารณาจากความเป็นจริงด้วย
"หากเรารับซื้อยางในราคา 80 บาท/กิโลกรัม จะทำให้ยางประเทศเพื่อนบ้าน ทะลักเข้ามา เหมือนกับกรณีข้าวที่รับซื้อทุกเมล็ด จะเกิดความเสียหายอย่างมากมหาศาล"
ฉะนั้นการดำเนินการรับซื้อยางจะต้องดำเนินการในลักษณะการชี้นำตลาด ซึ่งราคาที่ 60 บาท/กิโลกรัมเป็นราคาที่มีโอกาสเห็น หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
นายชยันต์ กล่าวว่า ราคาที่เป็นอยู่ เป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ลำบาก เพราะต้นทุนอยู่ที่ 65 บาท/กิโลกรัม ฉะนั้นราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุน และต้องสูงกว่าราคาต้นทุนประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์
"ตอนนี้เกษตรกรเองก็ปรับตัว มีการปลูกผักในสวนยาง เลี้ยงสัตว์ในสวนยาง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ถามว่า 60 บาท/กิโลกรัมอยู่ได้ไหม ก็ยังพอรับได้ แต่จะให้ดีต้องไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุน"
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลก็มีการดำเนินการตามมาตรการต่างๆที่ได้กำหนดไว้ โดยมีการเร่งดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การจัดตั้งกองทุนยางก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ทำควบคู่กันไปกับมาตรอื่นๆซึ่งทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งดำเนินการทุกมาตรการและแนวทางที่ได้กำหนด









