"จักรมณฑ์" ประเมินเศรษฐกิจปี 58 ติดปีก จีดีพีอุตสาหกรรมทะยานแตะ 6% ชี้กลุ่มก่อสร้างและส่งออกจ่อขยายตัว
จากฐานต่ำในปีนี้ ชูสร้างการเชื่อมโยงระหว่างซัพพลายเชน "สุพันธุ์” เตรียมเสนอ กรอ.พิจารณาแนวทางจัดเก็บภาษีเอสเอ็มอี 5 - 15% "ปรีดิยาธร"เล็งอัดฉีดรากหญ้าเพิ่มให้ชุมชนรับผลกระทบภัยแล้ง 1 ล้านต่อชุมชน
วานนี้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมร่วมกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในหัวข้อ"ปฏิรูปอุตสาหกรรม : ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย"
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังปฏิรูปอุตสาหกรรม” ว่า ในปี 2558 เศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 3 -4 % ขณะที่จีดีพีภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวได้ที่ประมาณ 6 %
โดยอุตสาหกรรมที่เป็นตัวนำในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าคืออุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งในปี 2558 โครงการก่อสร้างจากเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะมีความชัดเจนมากขึ้นขณะที่การส่งออกจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากฐานการส่งออกในปี 2557 ที่ต่ำและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย
“เศรษฐกิจในปีหน้าจะได้แรงหนุนจากการก่อสร้างในโครงการของภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปก่อนหน้านี้ เช่นโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ก็จะเริ่มมีการลงทุน นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องก็ทำให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม” นายจักรมณฑ์กล่าว
การปฏิรูปอุตสาหกรรมของประเทศรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1.การปรับการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น 2.รัฐบาลจะเร่งรัดการลงทุนโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นและ 3.การสร้างความเชื่อมโยง (connectivity)
ทั้งนี้จะมีการสร้างนวัตกรรมใหม่ในสินค้าอุตสาหกรรม การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม การให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืน ในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและ .การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม โดยหามาตรการและแนวทางที่จะรองรับการขยายตัวของเมืองมาใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรมมากขึ้น
เร่งเอสเอ็มอีเข้าระบบรับความช่วยเหลือ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการปฏิรูปอุตสาหกรรม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเข้ามาทำหน้าที่ในบทบาทของที่ปรึกษาในการทำธุรกิจ เช่น การขยายตลาด การลดต้นทุนด้วยการเพิ่มเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงระบบการผลิต ซึ่งในส่วนนี้รัฐอาจต้องขยายเงื่อนไขของการจัดหาแหล่งเงินทุนและสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ทั้งนี้การที่กำหนดมาตรการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ถูกต้อง รัฐบาลต้องหาวิธีการที่จะนำเอสเอ็มอีที่มีมากกว่า 2 ล้านรายเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น โดยให้เข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นกิจการที่เสียภาษีถูกต้อง ส.อ.ท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงการกำหนดการเสียภาษีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเตรียมที่จะเสนอกรอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยแบ่งการเสียภาษีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกเป็น 3 ระดับ ตามรายได้และผลกำไร คือ 1.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ปีละ 50 ล้านบาท และมีกำไรปีละ 5 ล้านบาทเสียภาษี 5% 2.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ปีละ 100 ล้านบาทขึ้นไป และมีกำไรปีละ 10 ล้านบาทเสียภาษี 10% และ 3.ผู้ประกอบการที่มีรายได้ 200 ล้านบาทและมีกำไรปีละ 15 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษี 15% โดยการกำหนดอัตราการเสียภาษีสำหรับเอสเอ็มอีนี้จะไม่มีผลย้อนหลัง ซึ่งเมื่อเข้าระบบจะกำหนดแนวทางช่วยได้ง่าย
หนุนปรับกระบวนการผลิตเพิ่มขีดแข่งขัน
นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย ทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่และผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอี จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจทิศทางของตลาดโลกในอนาคตว่า สินค้าชนิดใดสามารถที่จะแข่งขันได้ โดยการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยในภาคอุตสาหกรรม สามารถที่จะใช้ความได้เปรียบจากพื้นฐานภายในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ ในปัจจุบันสามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มเช่นในกลุ่มของไบโอพลาสติก
ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป ก็สามารถต่อยอดเป็นสินค้าออแกนิกปลอดสารพิษได้ ซึ่งในส่วนของภาครัฐเมื่อมองเห็นช่องทางการตลาดต่างๆ ก็จะเพิ่มบทบาทในการแนะแนวการลงทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่สามารถจะส่งสินค้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มประเทศ CLMV ได้ ขณะที่ในรายที่เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ปัจจุบันเราเน้นที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งถือว่าช่วยส่งเสริมบทบาทของผู้ผลิตอุตสาหกรรมในไทยและต้องให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
“การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการหาตลาดใหม่ๆในการรองรับการผลิตอุตสาหกรรมเป็นบทบาทที่ภาครัฐ ทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตดำเนินการโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีลดอำนาจและดุลยพินิจของรัฐมนตรี เช่น กรณีการของใบรง.4 ซึ่งนอกจากลดการใช้อำนาจยังมีการกำหนดระยะเวลาในการออกใบอนุญาต ซึ่งบทบาทที่มีการปรับเปลี่ยนของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงก็คือการปรับจากการให้บทลงโทษเป็นการให้คำปรึกษาและองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศ” นางอรรชกา กล่าว
ชี้ขาดความต่อเนื่องพัฒนานวัตกรรม
นายวีระ ธีรภัทร คอลัมนิสต์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ขณะนี้เมื่อเกิดกระแสปฏิรูป ก็ต้องมีการกำหนดทิศทางว่าจะผลักดันอุตสาหกรรมของไทยไปทางไหน ซึ่งดูจากโครงสร้างแล้วมีเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะสามารถผลักดันให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมไทยได้ในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมทั้งสองอย่างมีข้อจำกัดโดยอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยยังขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กกล้า ในการสนับสนุนการขยายตัว ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแหล่งพลังงานในประเทศ
ส่วนปัญหาอื่นๆของอุตสาหกรรมไทยคือยังขาดความต่อเนื่องในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจากองค์ความรู้ของตัวเองทำให้ต้องยังต้องมีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักรจำนวนมาก ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงและเป็นภาระของผู้ประกอบการที่จะต้องแบกรับส่งผลให้เอสเอ็มอีแข่งขันกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้
"ปรีดิยาธร"ดันจ่าย 1 ล้านช่วยหมู่บ้านแล้ง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ส่วนราชการอยู่ระหว่างจัดทำเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย โดยในเร็วๆนี้จะเชิญสื่อมวลชนมาชี้แจงรายละเอียดรวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจในปี 2558 และยังเตรียมเชิญองค์กรขนาดใหญ่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมาร่วมโครงการในการปล่อยเงินกู้นาโนไฟแนนซ์ด้วย
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐเตรียมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรแข็งแรง สามารถประกอบอาชีพได้ ในช่วงนี้ถึงเดือนมี.ค.2558 ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง ตามที่คาดว่า ปี 2558 สถานการณ์แล้งจะรุนแรงและครอบคลุมทั่วประเทศ
มาตรการระยะ 2 นี้จะช่วยเหลือเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือ ชุมชนเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ประสบภัยแล้ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้ประเมินพื้นที่ระดับตำบล จากนั้นจะให้องค์กรท้องถิ่นกำหนดขนาดพื้นที่ประสบภัยแล้งในตำบลของตนเอง รวมถึงกิจกรรมที่จะทำเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เช่น ทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะช่วยประเมินว่ากิจกรรมใดที่เข้าข่าย ทั้งหมดจะสรุปให้เรียบร้อยภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
"กระบวนการแรกที่รัฐบาลให้ชาวนาไป 1,000 บาท/ไร่ เพราะรัฐบาลต้องการช่วย ณ เวลานั้นจริงๆ เพราะราคาพืชผลตกต่ำ จำเป็นต้องช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการที่สองนี้ เพื่อให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อประสบภัยแล้ง ช่วยให้เขาแข็งแรงขึ้น" นายปีติพงศ์กล่าว
แหล่งทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า เบื้องต้นมีการประเมินร่วมกัน ว่าจะตั้งงบประมาณสำหรับมาตรการนี้ ชุมชนละ 1 ล้านบาท แต่ยังต้องคำนวณพื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน









