"มาร์ค ฟาเบอร์" กูรูการลงทุนชั้นนำระดับโลก ประเมินหุ้นไทยน่าลงทุน แนะกลยุทธ์ลงทุนระยะยาว คาดผลตอบแทนราว 5%
นายมาร์ค ฟาเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกในปี 2558 ว่าปีหน้าจะไม่ใช่ปีของสินทรัพย์ประเภทหลักทรัพย์หรือหุ้น เพราะเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวไม่มาก ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นมากเกินไป ทำให้ตลาดอื่นเทียบสหรัฐแล้วดูไม่แพง ความเสี่ยงปีหน้าจึงอยู่ที่ว่าตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในภาวะกระทิงมานานกว่า 5 ปีแล้ว เป็นการปรับขึ้นคึกคักนานจนเกินไปซึ่งไม่ใช่เรื่องดี ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐมีราคาแพงที่สุดตอนนี้ พิจารณาจากการประเมินมูลค่าหุ้น ส่วนตลาดหุ้นยุโรปตอนนี้ราคาถูกกว่า เมื่อให้เขาเปรียบเทียบว่าตลาดหุ้นใดมีราคาถูกที่สุด เขาให้ความเห็นว่าตลาดหุ้นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ถูกที่สุดขณะนี้
"หุ้นไทยหลังช่วงวิกฤตการเงินในอาเซียนปี 2541 และในปี 2546 กับปี 2552 มีราคาถูกมาก แม้ตอนนี้หุ้นไทยราคาไม่ถูกแล้ว แต่หากมองในระยะยาวช่วง 10 ปีข้างหน้า ผมยังอยากถือหุ้นไทยไว้ เพราะหุ้นไทยจะทำเงินให้เขาได้มากกว่าการลงทุนถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐที่อยู่ในดัชนีเอสแอนด์พี 500"
เขากล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาในปีนี้ มีผลประกอบการที่ไม่ค่อยดีนัก จีดีพีขยายตัวได้ไม่มาก และจากนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1-3% หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบอ่อนแอ และมีแนวโน้มเศรษฐกิจจะหดตัวได้ แต่เขาเชื่อว่าตลาดหุ้นไม่ได้ราคาแพงจนน่ากลัวหรือราคาถูกจนเหลือเชื่อ แต่ด้วยความคาดหวังที่ว่าหุ้นไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้เขาสนใจลงทุนในหุ้นไทยต่อไป บนสมมุติฐานที่ว่าหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5%
โดยก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2557 นายฟาเบอร์เคยบอกว่า หุ้นกลุ่มบริการการแพทย์ดึงดูดใจ และหุ้นอสังหาริมทรัพย์บางตัวน่าสนใจ หรือหุ้นบางตัวอย่างกลุ่มหุ้นโทรศัพท์ไร้สายที่ราคาเคยปรับลงมามากแล้วก็น่าซื้อ พร้อมแนะนำด้วยว่าการซื้อหุ้นมีขนาดใหญ่ก็น่าสนใจ หุ้นเหล่านี้อาจลดลงอีกเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การปรับลดลงมาก
ต่อข้อถามถึงตลาดหุ้นจีน ฮ่องกงและเอเชียตะวันออก นายฟาเบอร์ค่อนข้างมองเชิงลบเกี่ยวกับหุ้นจีน เพราะเขามองว่าช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาหุ้นจีนให้ผลประกอบการน่าผิดหวัง มีผลประกอบการแย่มากเทียบตลาดหุ้นอื่นทั่วโลก และตอนนี้เขามองเศรษฐกิจจีนแง่ลบ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเสื่อมถอย และอาจขยายตัวเพียง 4%ต่อปี ซึ่งตลาดหุ้นจีนก็ซึมซับรับข่าวร้ายไว้แล้ว และตอนนี้เขามองว่าหุ้นบางตัวในจีนราคาสมเหตุสมล ส่วนหุ้นในตลาดฮ่องกงไม่ถือว่าถูกหรือแพงจนรับไม่ได้
นายฟาเบอร์ยังกล่าวถึงความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือความเสี่ยงที่เป็นปัญหาภูมิศาสตร์การเมืองในตะวันออกกลางและส่วนอื่นของโลก รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
เขาเชื่อว่าราคาทองในปีนี้อาจลงอีก สวนทางกับราคาหุ้นในตลาดหลายแห่งรวมถึงสหรัฐ ตอนนี้กลับมามีราคาค่อนข้างแพง ในส่วนอื่นๆ ของโลกราคาหุ้นอาจลงชั่วคราว แต่หลังจากนั้นจะดีดตัวกลับมาปรับขึ้น ในภาวะแวดล้อมที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างพิมพ์เงินออกมาเข้าสู่ระบบ ธนาคารหลายแห่งในยุโรปกับญี่ปุ่นมีดอกเบี้ยเงินฝากแท้จริงเป็นศูนย์ อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรอายุ 10 ปีในฝรั่งเศสอยู่ที่ 1.22% พันธบัตรญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.5% ในสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 0.43% สะท้อนได้ว่านักลงทุนอยู่ในภาวะแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำมาก ดังนั้นนักลงทุนในทองคำบ้างแต่ไม่ใช่นำเงินลงทุนทั้งหมดซื้อทองคำ
นายฟาเบอร์คิดว่าหลังจากราคาทองคำปรับลงไปช่วงหนึ่ง ในที่สุดราคาจะปรับขึ้น ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกพิมพ์เงินออกมา และโลกตอนนี้อยู่ในภาวะแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำอย่างมาก นักลงทุนควรมีทองคำไว้บ้างแต่ไม่ใช่ทุ่มลงหมดตัว อยากกระจายความเสี่ยงลงทุนหุ้นบ้าง โดยเฉพาะหุ้นไทยสามารถเข้าไปเลือกหาหุ้นที่ให้เงินปันผลดีราว 5% และมีหุ้นบางตัวให้ผลตอบแทนดีมากกว่า 5%
"พอร์ตของผมถือหุ้นไทยไว้บ้าง เพราะหุ้นไทยให้ปันผลเฉลี่ยราว 5%หรือมากกว่านั้น หากให้แนะนำสัดส่วนพอร์ต นักลงทุนอาจถือทองไว้ 25% อสังหาริมทรัพย์ 25% หุ้น 25% และเงินสดกับตราสารหนี้อีก 25%"
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.7% ขณะที่ดัชนีตลาดเอ็มเอไอเพิ่มขึ้น 108% หมวดอุตสาหกรรมบริโภค เพิ่มขึ้น 44.48% หมวดสถาบันการเงิน 32.79% อสังหาริมทรัพย์ 24.88% หมวดบริการ 23.17% หมวดพลังงาน 13.36% เทคโนโลยี 19.11%
หุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก เฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ หุ้นริชเอเชีย (RICH) เพิ่มขึ้น 665% หุ้นซุปเปอร์บล็อก (SUPER) 634% หุ้นแพนเอเชีย (PAF) 588% หุ้นแม็กซ์ (MAX) 533% และหุ้นสิงห์ (S) 517%









