วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตฯแม่พิมพ์มุ่งการผลิตชั้นสูง

ผู้ประกอบการอุตฯแม่พิมพ์แจงโจทย์ท้าทายขึ้นสู่การผลิตแม่พิมพ์ชั้นสูง จี้รัฐสางปัญหา "ขาดบุคลากร"

ผู้ประกอบการอุตฯแม่พิมพ์ แจงโจทย์ท้าทายขึ้นสู่การผลิตแม่พิมพ์ชั้นสูง สานเป้าฮับผลิตแม่พิมพ์อาเซียน เร่งรัฐร่วมเอกชนบูรณาการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากร ชี้โอกาสธุรกิจมีมากจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมไทย จนแม่พิมพ์ในประเทศผลิตไม่พอความต้องการ ดันมูลค่าการนำเข้าแม่พิมพ์ต่างประเทศพุ่ง

กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับสถาบันไทย-เยอรมัน จัดสัมมนาหัวข้อ “อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย อนาคตใหม่ที่ท้าทาย” วานนี้ (20 พ.ย.) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจากอุตสาหกรรมแม่พิมพ์เข้าร่วมสัมมนา เพื่อร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยให้เติบโต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของการผลิตแม่พิมพ์ (ฮับ)ในอาเซียน

นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ประเด็นความท้าทายของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย คือความจำเป็นของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่ต้องนำเข้าแม่พิมพ์จากต่างประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การยกระดับให้ไทยเป็นผู้ผลิตแม่พิมพ์สู่อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมนั้น ถือว่าไม่ง่ายนัก จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามสนับสนุนอุตสาหกรรมแม่พิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ได้เสนอของบประมาณจากรัฐบาลรวม 1,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ แต่ยอมรับว่าปี 2558 ไม่สามารถเสนองบประมาณได้ทันตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรม 5 ปี โดยกระทรวงฯจะเร่งจัดทำแผนงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอของบประมาณให้ทันปี 2559

นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน กล่าวว่า อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เชื่อมโยงการผลิตชิ้นส่วนในทุกอุตสาหกรรม โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนารองรับการขยายตัวด้านการลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน โดยปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมไทยได้สร้างความโดดเด่นในภูมิภาคและในโลก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการขยายตัวอย่างมากของภาคอุตสาหกรรมในไทยในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตแม่พิมพ์ภายในประเทศ ทำให้มูลค่าการนำเข้าแม่พิมพ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากมูลค่านำเข้า 20,000 ล้านบาทในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 39,000 ล้านบาทในปี 2555 ขณะที่การส่งออกมูลค่า 5,600 ล้านบาทในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2555 แนวโน้มดังกล่าวทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ให้ทันกับความต้องการมากขึ้น

นายกมล นาคะสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย กล่าวว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย คือเมื่อเศรษฐกิจโลก และตลาดรถยนต์ฟื้นตัว จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยมหาศาล เพราะเมื่อค่ายรถยนต์ออกรถโมเดลใหม่ๆ จะมีความต้องการใช้แม่พิมพ์มากขึ้น ซึ่งแต่ละโมเดลจะใช้แม่พิมพ์มูลค่าไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยไทยมีค่ายรถยนต์และรุ่นรถยนต์จำนวนมาก แม้ที่ผ่านมายอดขายรถยนต์แต่ละโมเดลจะหดตัวลง 15-40% แต่ยอดผลิตไม่ตกลงมากนัก เพราะส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกป้อนตลาดโลก ทำให้บรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยต้องเรปรับตัว คิดหาวิธีการใหม่ๆ ผลิตแม่พิมพ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น ลดต้นทุน และส่งสินค้าตรงตามเวลาที่ลูกค้ากำหนด

นอกจากนี้ แม้โอกาสจะมีมหาศาล แต่ไทยมีศักยภาพในการผลิตแม่พิมพ์เพียง 20-25% ของโอกาสเท่านั้น เช่น รถยนต์โมเดลหนึ่งใช้เวลา 1-1 ปีครึ่ง ในการเตรียมตัวก่อนผลิต แต่แม่พิมพ์อาจใช้เวลาถึง 4 ปี ในการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งรอไม่ได้ จึงจำเป็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตแม่พิมพ์ รวมทั้งภาครัฐควรมีบทบาทเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น

จึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรต่างๆ ร่วมบูรณาการอุตสาหกรรมแม่พิมพ์อย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมายังมีความเห็นแตกต่าง ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งการลงทุน (บีโอไอ) ด้วยการกำหนดโครงสร้างภาษีวัสดุเหล็กแม่พิมพ์ ที่จะเก็บภาษีจาก 0% เป็น 40% ทำให้ชิ้นส่วน 1 ชิ้น มีต้นทุนสูงมาก เป็นต้น

นายสมเกียรติ ชูพรรคเจริญ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง รวมถึงอุปสรรคและโอกาสในการผลิตแม่พิมพ์ ว่ามีความสามารถในการผลิตมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมุ่งพัฒนาการผลิตเท่าใด แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันคือ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ จึงต้องการให้ภาครัฐ มหาวิทยาลัย จัดตั้งหน่วยงาน หรือมีหลักสูตรอบรมระยะสั้นให้กับบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้อนาคตอุตสาหกรรมนี้สดใส และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ได้อย่างมั่นคง