วันนี้เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่ใช่ทางเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่คือไฟลท์บังคับที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเดินตาม
“ถ้าไม่ทำธุรกิจอย่างยั่งยืน จะไม่มีธุรกิจเหลือให้ทำในอนาคต”
คำพูดโดนๆ จาก “แคลินน์ เจมส์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอาร์เอ็ม ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัทที่ปรึกษามืออาชีพ ที่ฝากไว้ในเวทีสัมมนา “The Success of Business with its Sustainable Agenda” งานประชุม “ASEAN Sustainable Development Symposium 2014” ครั้งที่ 4 สะท้อนความสำคัญของการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่คงไม่ได้มีเพียงโจทย์ “กำไรสูง ต้นทุนต่ำ” โดยไม่แคร์โลก ไม่แคร์สังคม เพราะเริ่มตระหนักกันดีแล้วว่า วิธีการทำงานแบบนั้น ใช้ได้แค่ช่วง “สั้นๆ” แต่ไม่สามารถทำให้ธุรกิจคงอยู่ในระยะยาวได้
สิ่งที่สำคัญไปกว่าการตระหนักรู้ “ด้วยตัวเอง” ขององค์กร ก็คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก ที่ไม่ได้มองเรื่องพวกนี้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ ภาคบังคับ (Must Have) ที่ทุกคนต้องถือปฏิบัติอย่างเลี่ยงไมได้
“กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี บอกว่า ที่ผ่านมาสมาคมนักธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารองค์กรกว่า 200 แห่ง ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ของโลกธุรกิจในอีก 36 ปี ข้างหน้า (ค.ศ.2050) ยุคที่เชื่อกันว่า พลเมืองโลกจะขยับเพิ่มขึ้นถึงกว่า 9,000 ล้านคน ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติที่ร่อยหรอลงทุกขณะ
โจทย์ของธุรกิจ ณ วันนี้ จึงเป็นการตระหนักถึงความสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างทางของการคิดโจทย์เพื่อธุรกิจ ต้องห่วงใยไปถึงสังคมโลกด้วย ที่สำคัญนี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ไฟลท์บังคับ”
“การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับองค์กรว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นวิถีปฏิบัติอันจำเป็น หรือ Must Have Agenda ที่ต้องวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม” เขาบอก
ในไทยอาจเริ่มเห็นสัญญาณของความตื่นตัวในเรื่องนี้ ในอาเซียนความสนใจก็เริ่มมีมากขึ้น ทว่าในเวทีระดับโลกได้ขยับจากแค่ความสนใจ หรือเพียงการ “ตั้งคำถาม” ไปสู่ “การปฏิบัติ” ให้เห็นจริงแล้ว ผู้บริหารเอสซีจีเล่าให้ฟังว่า จากการไปออกโรดโชว์ในต่างประเทศ เขาเริ่มเห็นปฏิกิริยาของกลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในธุรกิจทั่วโลก ที่ให้ความสนใจลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนกันมากขึ้น
แม้แต่การที่เอสซีจี ไปคว้ารางวัลการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก หรือ The Dow Jones Sustainability Indexes (DJSI) ในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Construction Materials) ถึง 4 ปีซ้อน ก็ยิ่งเห็นชัดถึงความสนใจที่โลกมีต่อบริษัทในประเทศอาเซียน ที่ไม่เพียงต้องมีผลประกอบการที่ดี แต่ต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย
การขยับและปรับตัวของธุรกิจทั่วโลก เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ดูตัวอย่างจาก “ฟิลลิป ฟอนด้า” ผู้อำนวยการสภานักธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่บอกเราว่า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และการขยายตัวของเมือง พบว่า ธุรกิจซีเมนต์เข้ามามีบทบาทสูงมาก ในภาคก่อสร้าง และคมนาคม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมนี้ใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก ทั้งยังถูกมองเป็น “ผู้ก่อมลพิษ” นั่นเองที่ทำให้พวกเขาเลือกรวมตัวกันเพื่อร่วมกันเปลี่ยนภาพนี้ โดยตั้งกลุ่มชื่อ “CSI” การรวมตัวกันของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมซีเมนต์ 24 บริษัททั่วโลก เพื่อสร้างกลไกการทำงานสู่ความยั่งยืน สร้างเครื่องมือ กฎ และแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน ตลอดจนร่วมกันพัฒนางานวิจัย และรายงานเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้กระบวนการทำงานของพวกเขาตอบความยั่งยืนได้ทั้ง ธุรกิจ และ โลก
“เราทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน เป็นพันธมิตรทั้ง รัฐบาล เอ็นจีโอ และธุรกิจ จากอดีตเอ็นจีโอกับธุรกิจเหมือนจะอยู่กันคนละขั้ว แต่ปัจจุบันเราทำให้เข้าหากันได้มากขึ้น นับเป็นการทำงานที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเอ็นจีโอกับธุรกิจได้”
เขาบอกว่า การทำงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น จะต้องเป็นการทำงานแบบ “หุ้นส่วน” และอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่าย พร้อมแก้ปัญหาแบบองค์รวมไม่แยกส่วน จึงจะประสบผลสำเร็จได้
ในส่วนขององค์กรธุรกิจ ก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลจากการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงโลก และสังคม แต่ยังตอบเป้าหมายของธุรกิจได้ นั่นคือ กิจการยังคงมีกำไร ทว่าเป็น “กำไรที่ยั่งยืน” กว่าเดิมด้วย
“แคลินน์ เจมส์” ประธานกรรมการบริหาร อีอาร์เอ็ม ยกตัวอย่าง บริษัท ยูนิลีเวอร์ ที่ฉีกตัวเองจากกับดักธุรกิจ อย่าง มุ่งทำกำไรด้วยการใช้ซัพพลายเชนราคาถูก ซึ่งไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว โดยเปลี่ยนมาลงทุนกับซัพพลายเชนแบบใหม่ ที่เน้นสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่า”(Value Chain) ให้เข้มแข็งขึ้น อย่างในธุรกิจเกี่ยวกับ “ชา” ได้เข้าไปลงทุนถึงระดับชุมชน มีการจ่ายค่าแรงให้คนงานสูงกว่าปกติ เพื่อทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น ซึ่งนี่ไม่ใช่เพื่อการกุศล แต่ทำให้ซัพพลายเชนของพวกเขาแข็งแกร่ง สามารถทำงานได้ดีทุกวัน ขณะระบบการปลูกชา ก็ใช้ยาค่าแมลงน้อยลง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจที่จะได้วัตถุดิบที่ดีและโลกก็ดีขึ้นด้วย เรียกว่าเป็นการดูแลทุกส่วนและทุกคน “ได้ประโยชน์”
หรืออย่างโคคาโคล่า ที่เลือกเข้าไปดูแลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเรื่อง “น้ำ” เพราะน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่ธุรกิจต้องใช้ ซึ่งการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องน้ำ ก็เพื่อพิทักษ์ธุรกิจของโคคาโคล่าในระยะยาวไว้นั่นเอง
ทั้งหมดจึงไม่ได้ตอบเรื่องไกลตัว หรือให้ผลลัพธ์ที่จับต้องไม่ได้ ทว่าการพัฒนาที่ยังยืน ก็คือการหาทางออกให้ธุรกิจคงอยู่ได้ในระยะยาว ส่วนผลพลอยได้ก็คือ “การยอมรับจากสังคม” มูลค่าเพิ่มที่สำคัญของธุรกิจ
ในวันที่แผ่นดินอาเซียน เตรียมหลอมรวมเป็นหนึ่ง โจทย์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถูกหยิบยกมาถกกันมากขึ้น “เล เลือง มินท์” เลขาธิการอาเซียน ย้ำในเวทีเดียวกันว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญต่ออาเซียน
“ผมเชื่อมั่นว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นภารกิจที่ท้าทาย โดยอาเซียนต้องจัดกระบวนการในการพัฒนาเรื่องเหล่านี้ให้ไปในทิศทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Act as One)”
เมื่อวันที่ระบบเศรษฐกิจอาเซียนต้องเดินไปข้างหน้า ก็ต้องมั่นใจว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเราจะยังคงอยู่และอยู่อย่างยั่งยืนด้วย โดยต้องหากลไกในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทาง Green ASEAN ซึ่งจะเป็นเป้าหมายต่อไป ในการเดินไปข้างหน้าของภูมิภาคนี้ ที่สำคัญ ไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนา แต่ต้องสร้างเครือข่าย และร่วมมือกันทั้งอาเซียน
แม้จะเป็นแนวทางแบบไทยๆ ก็ใช้ได้ในโมเดลอาเซียน โดย “สมหมาย ภาษี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า การเข้าสู่เออีซีอย่างยั่งยืน สามารถใช้หลัก 2S คือ “Sufficiency” ความพอเพียง และ “Synergy” คือ การรวมตัวกันสร้างพลังร่วมเพื่อเติบโตไปด้วยกัน ภายใต้เงื่อนไข มีความพอดี คือ สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องระวังไม่ให้เกินตัว และระวังเรื่องการใช้เงินอย่างรอบคอบ การมีเหตุผล มีหลักคิดรอบด้าน คำนึงถึงผลกระทบกับทุกกลุ่ม และ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ในเรื่องการบริหารความเสี่ยง เหล่านี้เป็นต้น
“ในความร่วมมือกันของอาเซียน ต้องเป็นการสร้างพลังร่วม เพราะบางทีการแข่งขันกันเกินไป ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่ใหญ่กว่าอาเซียน เข้ามาทำประโยชน์บนความร่วมมือของอาเซียนได้” เขาบอก
เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ สามารถคู่ขนานไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงที่แท้จริงของอาเซียน









