วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนหนุน'ศก.ดิจิทัล'เพิ่มขีดแข่งขัน

รัฐบาลเดินหน้าเศรษฐกิจ"ดิจิทัล" หวังสร้างโอกาส-ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เริ่มทันที 1 ม.ค.ปีหน้า

ด้านเอกชนหนุนเต็มที่ มั่นใจหากทำได้จริง เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ ขณะเดียวกันเป็นห่วงความพร้อมของคน การศึกษาไม่เอื้อ และห่วงเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำนโยบายสะดุด

เวทีสัมมนา"ยุทธศาสตร์ประเทศ บนฐานเศรษฐกิจใหม่" จัดโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยหัวข้อ "National Digital Economy : อนาคตใหม่ เศรษฐกิจไทย" ภาครัฐและเอกชนเห็นว่าต้องเร่งผลักดัน เพื่อสร้างขีดแข่งขันของประเทศ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและความเข้าใจของคนในสังคม อีกทั้งต้องการเห็นความยั่งยืนแม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “New Growth Engines: New Thailand” ว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีความชัดเจนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และเริ่มทำงานได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2558 ทันที

"เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วจะถือเป็นการวางรากฐานเพื่อก้าวไปสู่ Digital Economy อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี เช่น การสร้างบอร์ดแบนอาจต้องใช้เวลา 3 ปี แต่รัฐบาลชุดนี้จะวางรากฐานไว้เพื่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถสานต่อได้" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว (อ่านรายละเอียดหน้า2)

นายสมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดิจิทัล อีโคโนมีเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่อาจใช้ไม่แพร่หลาย ที่ผ่านมาอาจเรียกว่า "นิว อีโคโนมี" บ้าง แต่พื้นฐาน คือ "ดิจิทัล อีโคโนมี" เช่นกัน แต่จะใช้ดิจิทัลเป็นฐานหรือเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นปัจจัยที่ต้องมาวางให้ชัดอีกที

นายสมชาย มองดิจิทัล อีโคโนมีแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ผู้ให้บริการ และผู้สร้างนวัตกรรม โดยต้องทำดิจิทัล อีโคโนมีให้ตอบสนองกลุ่มคน และสร้างรายได้ โดยผลจะต้องทำให้คอนซูเมอร์ยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้มาทำให้ชีวิต และธุรกิจดีขึ้น ต้องนำดิจิทัล เทคโนโลยีมาสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่า มีระบบตลาดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน ได้ผลตอบแทนที่มีคุณค่า สินค้าแลกเปลี่ยนกันไปได้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ จากเทคโนโลยี หรือสร้างบริการใหม่ให้เกิดขึ้น ขยายตลาดได้ ธุรกิจแข่งขันกันง่ายขึ้น ทำให้ตัวธุรกิจมีประสิทธิผลมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่ำลง

"ที่ผ่านมา คนทำธุรกิจที่ไม่ใช้เทคโนโลยีอาจไม่ใช่ไม่รู้ แต่อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีนั้นยังไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ ฉะนั้น ต้องให้คนในอุตสาหกรรมมีทางเลือกอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งการลงทุน ราคาต้องสู้ได้ การเข้าถึงง่าย สะดวกเชื่อมโยงถึงกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่ขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม ต้องเสริมสร้างการสร้างคนที่รองรับเทคโนโลยี การทำวิจัยที่เอกชนนำไปต่อยอดได้โดยเป็นลิขสิทธิ์ของเขา ทั้งนี้ รัฐต้องสร้างอะแวร์เนสให้ รวมทั้งต้องผลักดันให้ใช้เทคโนโลยี" นายสมชาย กล่าว

วาง 6 ข้อขับเคลื่อนศก.ดิจิทัล

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในฐานะหัวหน้าทีมเลขานุการจัดทำสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ กล่าวว่า ดิจิทัล อีโคโนมีเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันนิยาม แต่ลักษณะงานคือการนำไอซีทีมาช่วยปฏิรูปทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน สังคม และรัฐ ซึ่งการก้าวให้เร็วขึ้นต้องเร่งมือช่วยกัน ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป

ประเทศไทยมีนโยบายไอซีทีมานานประมาณ 15 ปี จากการมีแผนแม่บทสารสนเทศ คือการนำสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ เรื่องของดิจิทัล อีโคโนมี มีเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว แต่จะนำไปใช้ให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร

ทั้งนี้ ส่วนของกระทรวงไอซีทีก็คิดจะต้องจัดหาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีทั่วประเทศ นำไปยกระดับการทำงานให้สอดประสานกัน ยกวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานของคนรุ่นใหม่ แต่กระทรวงไอซีทีไม่ใช่เจ้าภาพ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

งานของดิจิทัล อีโคโนมีนั้น ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีระบุว่ามี 6 เรื่อง คือ 1 โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นฮาร์ด อินฟราสตรักเจอร์ 2. ซอฟต์ อินฟราสตรักเจอร์ คือกฎกติกา ข้อบังคับให้เกิดความเป็นธรรม ทำงานแล้วไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะดิจิทัล อีโคโนมีเป็นเรื่องไม่มีข้อจำกัด ใครคิดได้ก็ได้ไปเลย ทั้งยังไม่ได้ซื้อขายเพียงภายในประเทศ 3.เซอร์วิส อินฟราสตรักเจอร์ อาจมีแพลตฟอร์มสำหรับเอสเอ็มอี โอท็อป 4.การส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล 5.การส่งเสริมด้านสังคม และ 6.การส่งเสริมให้เกิดดิจิทัล โนว์เลจ

"ทั้งหมดมีนโยบายให้ภาครัฐทำโครงสร้างพื้นฐาน แล้วส่งเสริมเอกชนให้ทำงาน เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ดิจิทัล อีโคโนมี ต้องใช้งานได้ ถูกต้อง มั่นคง มีปัญหาแล้วเคลียร์ได้ สุดท้ายต้องมีกฎหมายรองรับ" นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว

เอกชนหนุน-หวังเพิ่มขีดแข่งขันปท.

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีมามาก โดยเฉพาะภาคเอกชน จึงคาดหวังจะเห็นผลการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ และสังคม โดยมีไอทีเป็นตัวเร่ง และทำให้เกิดได้จริง รองรับการแข่งขันไม่เฉพาะในประเทศ แต่รวมถึงการแข่งขันระหว่างประเทศด้วย ขณะเดียวกันต้อง ทำให้เศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น

ส่วนของภาคเอกชนต้องการเห็นภาครัฐสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ปูพื้นให้เข้าถึงและใช้งานได้จริงให้เอกชนใช้ การลงทุนที่เคยซ้ำซ้อนทั้งเคเบิล และเสาโทรคมนาคมต้องนำมาใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประหยัดงบประมาณ และยังมีโอกาสทำให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่การแข่งขันได้ เปิดเวทีแข่งขันที่เป็นธรรม

ห่วงความรู้คน-รัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบาย

นายสนธิญาณ หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ดิจิทัล อีโคโนมี มีนิยามกว้างมากทำให้คลำเจอกันคนละจุด อินเทลในฐานะที่เป็นเทคโนโลยี โอเปอเรเตอร์ เห็นว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเดิมมีอยู่แล้ว โดยการนำไอซีทีมาใช้เป็นการยกระดับให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น แข่งขันได้ โดยต้องมองทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม ต้องนำความรู้มาส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้มีความสุข ประชาชนทุกคนต้องมีความรู้มายกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม

อินเทลมองว่าเทคโนโลยีในประเทศมีพร้อม อยู่ที่การนำมาใช้ ซึ่งต้องมอง 3 ด้าน คือ 1.ความรู้ของคน ซึ่งมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจความหมายของดิจิทัล อีโคโนมี จะนำไปใช้อย่างไร ถ้าไม่รู้จะเรียนรู้อย่างไร ซึ่งต้องให้การศึกษาพื้นฐาน และการศึกษานอกโรงเรียน

2.การเข้าถึง ซึ่งไทยมีบรอดแบนด์แห่งชาติมาหลายปี แผนปี 2020 จะครอบคลุม 90% ของจำนวนประชากร แต่ต้องมีตัววัดที่ชัดเจนและมีตัวกระตุ้นการใช้ และ 3. ต้องยั่งยืน แม้รัฐบาลใหม่ๆ มา ก็ต้องทำให้นโยบายดิจิทัล อีโคโนมีเดินต่อไป

"นโยบายที่รองนายกฯ กำลังทำ ฝากให้มองถึงเรื่องกฎหมาย และนโยบายที่ต้องคงไว้ 2 เรื่องแรก ทั้งการศึกษาพื้นฐาน การศึกษานอกโรงเรียน และเนชั่นแนล บรอดแบนด์จะเร่งและทำให้ได้ตามแผนและนำไปใช้อย่างไร ต้องคิด Digital Thinking ต้องหนุนให้คนถ้าไม่รู้ ก็ต้องรู้จักเสิร์ชหา หรือรีเสิร์ชได้เองใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาของตัวเองได้" นายสนธิญาณ กล่าว