สศช.แถลงจีดีพีไตรมาสสาม17พ.ย. คงเป้าปีหน้า3.5-4.5% นายกฯสั่งรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
พร้อมออกมาตรการเพิ่ม ขณะสัญญาณภาคอุตสาหกรรม-ท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ด้านสศช.เตรียมปรับประมาณการใหม่ 17 พ.ย. แต่คงเป้าจีดีพีในปีหน้าที่ 2.5-4.5%
รัฐบาลเริ่มกังวลภาวะเศรษฐกิจในปีหน้ามากขึ้น หลังมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะปัญหาในยุโรป แม้ว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจนนักเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นมาตรการการคลัง
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วานนี้ (28 ต.ค.) ว่านายกรัฐมนตรีฯได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในปี 2558 ที่เศรษฐกิจโลกยังคงไม่ฟื้นตัว ซึ่งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจจะต้องเตรียมพร้อมที่จะดูแลพี่น้องประชาชน โดยมาตรการต่างๆ ที่จะมีการใช้ดูแลพี่น้องประชาชน จะต้องมีการชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจและสร้างความรับรู้ที่ถูกต้อง
นายสรรเสริญ กล่าวว่าในวันที่ 29 ต.ค. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงนโยบายรัฐบาลและติดตามนโยบายที่ได้มีการมอบหมายไปก่อนหน้านี้
ด้านนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ารัฐบาลกำลังรอผลจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอย่างไร โดยต้องดูในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หากยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนก็ต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2558 โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยก็เริ่มดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วโดยมีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เช่นเรื่องของการจัดเก็บรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มดีขึ้นมาก แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในภาวะฝืดเคืองจากข้อจำกัดในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องส่งออก
“ใน ครม.มีความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะปีหน้าที่อยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยดีนัก โดยในการประชุมหลายเวทีทั้งของธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียก็ยืนยันตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดีซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยได้ แม้ว่าเศรษฐกิจปีหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการลงทุนภาครัฐทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ก็ต้องดูว่าจะเกิดผลอย่างไรขึ้นบ้างหากต้องมีมาตรการเสริมก็ต้องดูว่าตรงไหนที่ยังเป็นจุดอ่อน” นายสมหมายกล่าว
"จักรมณฑ์"ชี้ภาคอุตฯฟื้นตัว
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ถือว่าดีขึ้นโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดัชนีการผลิตในเดือน ก.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. ระดับ 2.6% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลดีจากการที่สหรัฐฯยังไม่มีการออกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อประเทศไทยเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ไทยโดนปรับลดอันดับประเทศค้าแรงงานไปอยู่ในระดับ 3 (เทียร์3)
ตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่าเศรษฐกิจในปี 2557 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ขยายตัวได้เพียง 1.5% ทำให้การใช้กำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมใช้เพียง 60% ส่วนในปีหน้าจีดีพีขยายตัวได้อย่างน้อย 3.5% ก็จะทำให้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ท่องเที่ยวเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัด
ด้านกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยมาตรการทางภาษี การจัดงานแคมเปญท่องเที่ยว เช่นงานลอยกระทง และการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ที่ใช้เม็ดเงินถึง 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สัญญาณการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น เห็นได้ชัดจากการจองที่พักและบริการท่องเที่ยวล่วงหน้าในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้าที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6 - 8% โดยเฉพาะยอดการจองในเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้นถึง 10%
“อาคม”ยันเศรษฐกิจไทยไม่ชะงักงัน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ต้องลงมือพร้อมกันทั้งประเทศ”ว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวช้า ๆ หรือ Slow Growth ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagnation อย่างที่หลายฝ่ายกังวล
"เชื่อว่าหากการส่งออกในช่วง 4 เดือนของปีนี้ ฟื้นตัวกลับมาได้ จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ ขยายตัวได้ 1.5-2% แต่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จีดีพีจะมาทางด้านต่ำ"
สศช.คงเป้าจีดีพีปีหน้าที่3.5-4.5%
นายอาคม กล่าวว่าสศช.เตรียมที่จะประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปี 2558 ใหม่ในวันที่ 17 พ.ย.นี้ โดยยังคงเป้าหมายจีดีพีปี 2558 ไว้โต 3.5-4.5% จากปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า จะมาจากการลงทุนภาครัฐ เนื่องจากราคาพลังงานเอื้ออำนวยต่อการลงทุน และมองว่าการบริโภคจะกลับมาเป็นปกติ
ส่วนแผนการก่อสร้างโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ เตรียมความพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซีนั้น ในปี 2558 จะเน้นหนักที่การขนส่งทางราง และ การขนส่งทางน้ำ เช่น การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โดยจะนำระบบรางเชื่อมต่อไปยังท่าเรือเพื่อแก้ปัญหาคอขวดในการขนส่ง และ เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จากปัจจุบันอยู่ที่ 14%
ส่งออกเดือนก.ย.เพิ่ม3.19%รอบ2เดือน
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าการส่งออกสินค้าไทยในเดือนก.ย.2557 มีมูลค่า 19,912.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.19% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2556 ซึ่งเพิ่มขึ้นในรอบ 2 เดือน หลังจากที่เดือนก.ค.ติดลบ 0.85% และเดือนส.ค.ที่ติดลบ 7.40% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 21,711.0 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14.42% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,798.3 ล้านดอลลาร์
สำหรับการส่งออกในช่วง 9 เดือนของปี 2557 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 170,456.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 0.85% การนำเข้า 9 เดือน มีมูลค่า 171,974.1 ล้านดอลลาร์ ลดลง 10% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1,517.5 ล้านดอลลาร์
สาเหตุที่การส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกเพิ่ม 2.8% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวลดลงไม่มากเพียง 0.4%
ด้านตลาดส่งออกหลายตลาด กลับมาส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยตลาดหลัก ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 1.4% สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.2% และสหภาพยุโรป (อียู) เพิ่มขึ้น 4.5%
ขณะที่ตลาดศักยภาพสูง โดยเฉพาะอาเซียน กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นสูงถึง 8.8% แยกเป็นอาเซียนเดิม เพิ่ม 4.3% อาเซียนใหม่ เพิ่ม 19% จากการเพิ่มขึ้นของการค้าชายแดน ส่วนตลาดศักยภาพระดับรอง ทวีปออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 10.4% แต่ตะวันออกกลาง ลดลง 15.9%
ลุ้นส่งออก3เดือนสุดท้ายเป็นบวก
นางนันทวัลย์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือนของปีนี้ ประเมินว่า หากส่งออกได้ประมาณเดือนละ 19,500 ล้านดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกทั้งปีกลับมาเป็นบวกได้ โดยเดือนต.ค. การส่งออกน่าจะขยายตัวติดลบหรือบวกเล็กน้อย เพราะฐานปีที่แล้วยังสูงอยู่ แต่ 2 เดือนสุดท้าย คือ เดือนพ.ย.และธ.ค. น่าจะขยายตัวเป็นบวกได้แน่นอน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงสถานการณ์ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย อาจจะมีปัจจัยลบมากระทบต่อการส่งออก คือ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัว อัตราแลกเปลี่ยนที่อาจมีความผันผวน และราคาสินค้าเกษตรบางรายการที่ยังตกต่ำ
ส่วนเป้าหมายการส่งออกในปี 2558 ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อประเมินร่วมกันว่าเป้าหมายที่ทูตพาณิชย์ได้ประเมินไว้ในแต่ละตลาด จะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ และเป้าหมายการส่งออกภาพรวมจะขยายตัวในอัตราเท่าใด รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์การส่งออกในแต่ละตลาดเพื่อผลักดันให้การส่งออกในปีหน้าขยายตัว
รายงานข่าวแจ้งว่า เป้าหมายการส่งออกในปี 2558 ที่ได้จากการประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าไว้เบื้องต้นว่าจะขยายตัวประมาณ 4-5%









