วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อเอาผิดโบรกปล่อยข่าวผ่านไลน์

"ก.ล.ต." ออกโรงเตือนบริษัทหลักทรัพย์ กำชับเจ้าหน้าที่การตลาด ระมัดระวังการปล่อยข่าวทางไลน์ ชี้มีความผิด

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แจ้งเตือนบริษัทหลักทรัพย์ ถึงการเผยแพร่ข้อมูลกับนักลงทุน ทางโซเชียลมีเดีย และทางโปรแกรมสื่อสาร ไลน์ เกี่ยวกับเผยแพร่ข่าวลือ เพราะนอกจากมีความผิดในพ.ร.บ.หลักทรัพย์ แล้วยังเสี่ยงมีความผิดเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ด้วย

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้แจ้งเตือนไปยัง บริษัทหลักทรัพย์ ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่การตลาด ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการเผยแพร่ดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากพบการกระทำความผิด นอกจากจะมีความผิดทางพ.ร.บ.หลักทรัพย์แล้ว จะมีความผิดทางพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย

ขณะเดียวกัน นายศักรินทร์ ยังยอมรับว่า การจะเข้าไปควบคุมการปล่อยกระแสข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นเรื่องยาก เพราะจะมีทำเป็นกลุ่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่การตลาดเป็นผู้ที่ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทำให้มีความเสี่ยง ซึ่งที่ผ่านมาก.ล.ต.ได้มีการเข้าไปตรวจสอบในสื่อสังคมออนไลน์บ้าง ทั้งนี้อยากจะแจ้งเตือนกับนักลงทุนให้ระมัดระวังเพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหาย

สำหรับกรณีของหุ้นที่มีราคาเคลื่อนไหวร้อนแรงนั้น ช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ส่งข้อมูลให้กับ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวราคาผิดปกติ และมีหลายหลักทรัพย์ที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้รวมอยู่ด้วย ซึ่ง ก.ล.ต. จะตรวจสอบความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ว่ามีความเสี่ยงในเรื่องประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องอย่างการสร้างราคา ซึ่งความคืบหน้าอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

ด้านนายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวเสริมว่า สำหรับการซื้อขายหุ้นที่มีความร้อนแรงนั้น ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ในการเข้าตรวจสอบหุ้นดังกล่าว ยอมรับที่ผ่านมา ทางตลาดหลักทรัพย์มีการส่งกรณีที่มีความผิดปกติเข้ามา แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และไม่สามารถเปิดเผยว่าข้อมูลได้

นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังได้ร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์ จัดทำตัวชี้วัดการประเมินผลความคืบหน้าของการป้องกันการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย โดยมีบริษัทเข้าร่วมการประเมินทั้งสิ้น 344 บริษัท จากจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ทั้งหมด 567 บริษัท หรือคิดเป็น 60% ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 50% ของบริษัทที่จะเข้าร่วม

โดยในการสำรวจนั้น พบว่า มี 19 บริษัทจดทะเบียน ได้ระดับการประเมินสูงที่สุด ระดับที่ 4 และ มีอีก 9 บริษัทจดทะเบียน ที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต หรือ ซีเอซี ส่วนในภาพรวมนั้น ใน 344 บริษัท มีบริษัทได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับที่ 2 มากที่สุด 165 บริษัท รองลงมาอยู่ในระดับที่ 1 ที่ 154 บริษัท หากแยกรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะพบว่า กลุ่มเทคโนโลยีและ และกลุ่มเกษตรกรรม มีคะแนนการประเมินอยู่ในระดับที่ดีกว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่มที่มีคะแนนการประเมินค่อนข้างน้อย คือ กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับการประเมินในครั้งนี้แม้จะไม่มีบริษัทใดที่ได้รับการประเมินในระดับ 5 ที่เป็นระดับสูงสุด ซึ่งในอนาคต ก.ล.ต.คาดหวังจะให้มีบริษัทพัฒนาการต่อต้านคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นในระดับสูงสุดให้ได้ การจัดอันดับการต่อต้านคอร์รัปชันนั้น จะช่วยสร้างความสนใจจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบทางสังคม