ดุสิตเร่งลงทุนบริหารโรงแรมนอก ดันรายได้ต่างประเทศ50%ใน3ปี ต้องการกระจายความเสี่ยง
ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ลุยลงทุนต่างประเทศ วางแผน 3 ปี รับบริหารโรงแรม 10-15 แห่ง ลงทุนเอง 3 แห่ง หนุนพอร์ตรายได้นอกบ้านแตะ 50% ชี้ตลาด "แอฟริกา-ญี่ปุ่น" ศักยภาพสูง แนะไทยเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานแข่งเออีซี ระบุปีนี้เดินสายเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมต่างประเทศมากสุดกว่า 20 แห่ง
ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมสัญชาติไทย ขยายการลงทุน "ต่างประเทศ" อย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในแผนบริหารความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทนทางธุรกิจ จากที่เคยผูกรายได้อยู่กับตลาดไทยกว่า 90%
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงแผนขยายธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศว่า 3 ปีจากนี้ ตั้งเป้าหมายรับบริหารโรงแรมเพิ่ม 10-15 แห่ง เพื่อขยายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้ถึง 50% เทียบเท่ารายได้ในประเทศ จากปัจจุบันมีรายได้จากต่างประเทศ 10% เท่านั้น
พร้อมกันนี้ มุ่งขยายธุรกิจด้วยการลงทุนเองอย่างน้อย 2-3 แห่ง จากปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้การลงทุนเองในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ ดุสิตธานี มะนิลา, ฟิลิปปินส์, ดุสิตธานี มัลดีฟส์ รวมถึงดุสิตธานี ลากูน่า สิงคโปร์ ที่กำลังเปิดบริการในอีกราวปีกว่า
ในปีนี้ ดุสิตฯ ลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมมากสุดราว 20 แห่ง และเตรียมเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ช่วงไตรมาสสุดท้ายอีก 5 แห่ง ในจีน 3 แห่ง ดุสิตธานี เกาะกวม 1 แห่ง และดุสิตดีทู พาซาดีน่า สหรัฐ 1 แห่ง
"ยอมรับว่า การมองหาจุดหมายในการลงทุนเองยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เดิมปีนี้วางแผนว่าควรจะมีโรงแรมที่ลงทุนเองเพิ่ม 1 แห่ง แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะต้องหาทีมงานต่างประเทศรองรับการรับบริหารที่ขยายตัวรวดเร็ว"
สำหรับ การลงทุนของดุสิตฯ อยู่บนพื้นฐานที่ค่อนข้างระมัดระวังเพื่อหาทำเลที่เหมาะสม ที่ผ่านมาการจะลงทุนแต่ละแห่งต้องใช้เวลาศึกษาค่อนข้างนาน เช่น ดุสิตธานี มัลดีฟส์ เข้าไปดูทำเลกว่า 30 เกาะกว่าจึงจะได้ข้อสรุป ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างศึกษาทำเลหลายๆ แห่ง
ชี้ 'แอฟริกา-ญี่ปุ่น' ศักยภาพสูง
สำหรับทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น ทวีปแอฟริกา แม้จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา แต่ในระยะยาว "น่าสนใจ" สำหรับธุรกิจโรงแรม เนื่องจากราคาห้องพักเฉลี่ยค่อนข้างสูง โดยพบว่า โรงแรม 5 ดาว สามารถขายได้เฉลี่ย 200-300 ดอลลาร์ต่อคืน หรือประมาณ 6,000-9,000 บาท หากเป็นรีสอร์ทประเภทซาฟารี สูงถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อคืน หรือประมาณ 3 หมื่นบาท
นอกจากนี้ ตลาดญี่ปุ่น ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมาย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ดีมาก แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังมีจำนวนน้อย เพียง 12 ล้านคนต่อปี ดังนั้น จึงมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 20 ล้านคน ภายในปี 2563
“ญี่ปุ่นต่างจากไทยตรงที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยวที่ดี พร้อมรองรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการจัดการธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามกฎหมาย"
ดังนั้น แม้จะมีจำนวนโรงแรมเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ไม่มีปัญหาการแข่งขันด้านการตัดราคา ส่วนแหล่งท่องเที่ยวประเภท "ร้านค้า" รวมถึง แรงงาน มีความพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน และบริการที่เป็นเอกลักษณ์ญี่ปุ่น นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนโรงแรม
เสริมพอร์ตรายได้ต่างประเทศ
นายชนินทธ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลหลักที่ต้องเพิ่มรายได้จากตลาดต่างประเทศให้มีสัดส่วนเท่ากับรายได้ในประเทศนั้น เพราะต้องการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ จะเห็นว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถขึ้นราคาห้องพักได้ โดยปีนี้ราคาห้องพักลดลง 10% ราคาห้องพัก 5 ดาว เฉลี่ยอยู่ที่ 4,000-5,000 บาทต่อคืน เทียบเท่ากับราคาห้องพัก 3 ดาวในฮ่องกง และอาจเท่ากับโรงแรม 4 ดาวในลาว
ทั้งนี้ ไทยมีการขยายตัวด้านท่องเที่ยวในเชิงปริมาณอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาคุณภาพการให้บริการของแรงงาน และเกิดความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปี 2558 อาจทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น
"แม้ในด้านหนึ่งเป็นผลดี เช่น มีชาวฟิลิปปินส์มาทำงานมากขึ้น และมีจุดแข็งทางด้านภาษาอังกฤษมากกว่าไทย แต่จะทำให้ไทยมีโอกาสสูญเสียภาพลักษณ์ในการให้บริการในแบบฉบับไทย ที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนไทย"
ยิ่งเมื่อผนวกรวมกับปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาทิ ด้านความปลอดภัย และการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ยิ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและธุรกิจบริการโดยตรง
ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ไทยยังไม่มีมาตรการพัฒนาทางด้านแรงงานเพื่อรับมือการแข่งขันอย่างชัดเจน แม้ว่าแรงงานไทยมีความจำเป็นอย่างมากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย สิ่งสำคัญขณะนี้ จึงต้องการให้มีการเร่งพัฒนาคุณภาพ ความรู้ และการฝึกอบรมด้านภาษา กับแรงงานไทยอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะทำให้แรงงานไทยทัดเทียมชาติอื่นได้ไม่ยาก
ปักธงออสเตรเลียครั้งแรก
ในปีนี้ บริษัทยังได้ขยายธุรกิจรับบริหารโรงแรมไปยัง "ออสเตรเลีย" เป็นครั้งแรก หลังจากได้ลงนามรับบริหารภายใต้ชื่อโครงการ “ดุสิตธานี บรู้ควอเตอร์ กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท” ในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นการลงทุนของ เวิลด์ กรุ๊ป ยูเค และ แม็กซ์เซ่น แคปปิตอล ฮ่องกง
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งแผนพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฟสแรกภายใต้งบลงทุน 110 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 3,100 ล้านบาท ประกอบด้วย รีสอร์ทในรูปแบบอพาร์ทเมนต์หรู 168 ยูนิต ทุกห้องมีสระส่วนตัวขนาดเล็กหันหน้าออกสู่วิวสนามกอล์ฟบรู้คเวอร์เตอร์ สนามกอล์ฟมาตรฐานอันดับ 1 ในควีนส์แลนด์ ออกแบบโดย เกร็ก นอร์แมน อดีตนักกอล์ฟชื่อดัง และในเฟสแรกยังประกอบด้วยคลับสันทนาการ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาครบวงจร
หากโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะมีการขยายรีสอร์ทในรูปแบบอพาร์ตเมนต์รวม 520 ยูนิต และมีสเตเดียมเทนนิส รองรับการแข่งขันระดับนานาชาติ สวนน้ำ ห้างค้าปลีก ศูนย์กีฬาทางน้ำ มาตรฐานการแข่งขันกีฬาเครือสหราชอาณาจักร (คอมมอนเวลธ์ เกมส์) รวมถึงศูนย์จัดการประชุมรองรับผู้เข้าร่วมงานประเภทสัมมนา นิทรรศการ และการจัดอีเวนท์ทุกขนาด รวมมูลค่าลงทุนราว 550 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ 1.55 หมื่นล้านบาท
นายชนินทธ์ กล่าวว่า การรับบริหารครั้งนี้ ได้รับการติดต่อจากกลุ่มนักลงทุนที่แสดงความสนใจดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัทสำรวจแบรนด์โรงแรมที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่พักประเภทรีสอร์ท และพบว่าโรงแรมภายใต้แบรนด์ "ดุสิต" มีคุณภาพการบริหารที่ดี ติดอันดับ "ท็อปแบรนด์" ของเอเชีย จึงสนใจติดต่อให้เข้ามารับบริหารโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว
การขยายธุรกิจในออสเตรเลีย เป็นไปตามกลยุทธ์การขยายธุรกิจโรงแรมไปต่างประเทศ ที่เริ่มมีความชัดเจนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดุสิตฯ สามารถใช้จุดแข็ง 3 เรื่องหลัก คือ ความเป็นไทยในภาพลักษณ์ของแบรนด์และการบริการ, การมีทีมงานไทยและต่างชาติที่มีประสบการณ์ ประสานได้ดีกับคนรุ่นใหม่ และการเน้นสร้างคุณภาพและชื่อเสียงให้กับโรงแรมที่มีโอกาสเปิดใหม่ในเมืองต่างๆ ให้มีชื่อเสียงเป็นโรงแรมอันดับต้นของเมืองนั้นๆ รวมถึงการเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งทำให้ใกล้ชิด ติดต่อเข้าถึงได้สะดวก ทำให้เกิดการรับรู้ต่อแบรนด์ที่ดีขึ้นจากนักลงทุนด้านโรงแรมให้เข้าบริหารโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
หวังธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวแรงปีหน้า
สำหรับ ปีนี้ธุรกิจเผชิญปัญหาการเมืองยืดเยื้อตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และประสบปัจจัยลบจากภายนอกกระทบต่อธุรกิจโรงแรมค่อนข้างมาก กล่าวคือ เศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ตลาดเป้าหมายหลัก "รัสเซีย" ยังคงมีปัญหาภายในประเทศ ทำให้แนวโน้มรายได้ปีนี้ลดลงราว 15% ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันในไตรมาสสุดท้ายซึ่งเห็นสัญญาณการฟื้นตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อย
"อาจจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับไฮซีซันปีก่อนซึ่งเริ่มมีการชุมนุมทางการเมือง"
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการฟื้นตัวของธุรกิจน่าจะดีขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ยกเว้นลูกค้ากลุ่มคอร์ปอเรทที่จัดประชุมสัมมนา อาจยังไม่เดินทางกลับมา เพราะติดเงื่อนไขของกฎอัยการศึกที่รัฐบาลยังไม่ยกเลิก









