ฉัตรชัยกล่อม 4 เจ้าสัวร่วมผลักดันเศรษฐกิจ ยันไม่แทรกแซงกลไกตลาด หวังสินค้าเกษตรอยู่ในระดับเหมาะสม
ปัดขอตรึงราคาสินค้า แต่กำชับดูแลให้เหมาะสม ด้าน “เจริญ”ชี้เป็นสัญญาณดีรัฐ-เอกชนทำงานร่วมกัน เอกชนขานรับแพ็คเกจแสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังห่วงราคาพลังงาน-ภาษีปรับตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมเศรษฐกิจ แจงระยะยาวรัฐต้องหามาตรการอื่นหนุน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึงแนวทางการร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจและช่วยดูแลราคาสินค้าไม่ให้ตกต่ำจนกระทบกับเกษตรกรมากนัก
วานนี้ (2 ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้นำธุรกิจรายใหญ่ 4 ราย ในธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้าเกษตร การค้าปลีก การบริโภค ประกอบด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัทบูติกนิวซิ้ตี้ จำกัด(มหาชน)ในเครือสหพัฒน์ และนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (มหาชน) เข้าหารือ
วาระการหารือหลักประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องมาตรการราคาสินค้า การผลิต โอกาสในการส่งออก และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ดึงเจ้าสัวช่วยผลักดันเศรษฐกิจ
พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวหลังหารือว่า ได้ชี้แจงนโยบายการทำงานของรัฐบาลทั้งระยะสั้น ที่เน้นการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในช่วงนี้ และระยะยาวที่ต้องการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศต่อไป ซึ่งอยากให้เอกชนมีส่วนช่วยในการทำงานและหากมีอะไร ที่จะกระทบกับแผนการปฏิรูป ก็ขอให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ ได้หารือเรื่องราคาสินค้าเกษตรซึ่งกระทรวงพาณิชย์ มีแผนระยะยาวที่ต้องการให้สินค้ามีคุณภาพและแข่งขันได้ ในการเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
ส่วนเรื่องราคาสินค้า ขอย้ำว่าไม่ได้ขอให้มีการตรึงราคาแต่ให้รักษาระดับราคาสินค้าไว้ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่กระทรวงฯไม่ต้องการไปแตะกลไกตลาด ซึ่งเอกชนก็แสดงความเห็นด้วย
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบันว่า ไม่ได้ขอให้เอกชนช่วยเรื่องใดเป็นพิเศษ ในส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าปัจจุบันขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 8,000 บาท และจะเพิ่มขึ้นอีก ส่วนราคาข้าวสารส่งออกที่ปรับตัวลดลง เชื่อว่ามาจากปัจจัยด้านอื่นมากกว่า
"แผนช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลที่อยู่ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เป็นคนละเรื่องกับการดูแลราคาข้าวเพราะเป็นแผนที่ต้องการช่วยผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น เรื่องสินค้าเกษตรอยากให้เป็นไปตามกลไกตลาด"
ยันส่งออกปีนี้ไม่ติดลบ
ส่วนสถานการณ์ส่งออกต้องประเมินอย่างเป็นธรรมว่า การส่งออกได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และจะนำสถานการณ์ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปีก่อนๆ คงไม่ได้ เพราะพื้นฐานต่างกัน และไทยมีปัญหาการเมืองมานาน แต่ก็กำลังจะดีขึ้นหลังวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมาทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่ยืนยันว่าปีนี้การส่งออกจะไม่ติดลบอย่างแน่นอน แต่จะขยายตัวเท่าใดเรื่องนี้ต้องช่วยกันดูแลและสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้การส่งออกกลับมากระเตื้องอีกครั้ง
รื้อกฎหมายการค้าใน 1 เดือน
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ได้หารือในที่ประชุม ได้แก่ การแจ้งให้เอกชนทราบว่ากระทรวงพาณิชย์มีแผนจะแก้ไขข้อกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าปัจจุบัน กำหนดให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน และต้องสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ภายใน 3 เดือนและแจ้งถึงแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อลดต้นทุนด้านการค้า รวมถึงการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนต่อไป
"ทศ"ชี้มิติใหม่รัฐร่วมมือเอกชน
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือว่าเป็นมิติใหม่ที่รัฐบาลและเอกชน จะมาร่วมทำงานด้วยกัน และมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่ผ่านมาซึ่ง ไทยคงต้องเร่งพัฒนา ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ และ สินค้าเกษตรให้มีความเข้มแข็ง และ ต้องการให้มีการหารือกันลักษณะนี้อีก โดยขยายไปกระทรวงอื่นๆ ด้วย
เจ้าสัวเจริญยันผนึกรัฐช่วยรากหญ้า
นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่ารู้สึกดีมากที่มีการหารือแบบนี้ เพราะจะมีการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อจะช่วยกันทำให้ระดับรากหญ้า สามารถที่จะอยู่รอดได้ด้วย ซึ่งคงจะมีหารือกันอีกในอนาคต
รายงานข่าวแจ้งว่า เอกชนรายใหญ่ ทั้ง 4 รายเดินทางถึงกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอุตตม สาวนายน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้การต้อนรับ ใช้เวลาหารือที่ห้องรับรองรมว.พาณิชย์ นานเกือบ 2 ชั่วโมง
เอกชนเชื่อแผนกระตุ้นฯดันศก.กระเตื้อง
นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะชาวนา ที่จะมีเงินจากรัฐบาลมาช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต
ขณะที่ตลาดวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าปลายไตรมาส 4 หรือช่วงเดือนธ.ค.ตลาดจะปรับตัวดีขึ้นจากแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจาก 9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดซบเซาอย่างมาก บางเซ็กเมนต์ติดลบ เช่น ตลาดหลังกระเบื้องหลังคามูลค่าตลาดรวม 2 หมื่นล้านบาท หดตัวลง 2-3% จากปกติจะเติบโต 3-5% โดยตลาดกระเบื้องหลังคาภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโต เช่นเดียวกับกระเบื้องหลังคาสำหรับที่อยู่อาศัยใหม่ มีเพียงตลาดเพื่อการซ่อมแซมที่ยังพอไปได้
โดยทั้งปีหากผู้ประกอบการประคองยอดขายให้เติบโตเท่าปีก่อน ถือว่าน่าพอใจแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าปีนี้การคาดหวังให้ธุรกิจเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือว่าเป็นไปได้ยาก
หวั่นภาษี-พลังงานขยับ รั้งเศรษฐกิจโต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานบางประเภทขยับราคาขึ้น รวมถึงการขึ้นภาษีต่างๆ อาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของรากหญ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะเงินฝืด
ระบุกระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่ "ไม่มาก"
นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจแสนล้านบาท คาดว่าจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงไม่มากนัก เห็นได้จากการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 9 หมื่นล้านบาท ชาวนาส่วนใหญ่นำเงินไปชำระหนี้สถาบันการเงินและเงินกู้นอกระบบ ชาวนาเหลือจับจ่ายใช้สอยจริงราว 30%
ขณะที่งบประมาณแสนล้านบาท ถูกจัดสรรเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรกลุ่มชาวนาเพียง 4 หมื่นล้านบาท หมุนเวียนในระบบ 4-5 รอบ ก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย ส่วนงบเพื่อการสร้างงานผ่านการซ่อมแซมอาคารเรียน ก่อสร้างอาคารบ้านพักแพทย์ต่างๆ คาดว่าจะทำให้ประชาชนบางส่วนมีรายได้เพิ่มขึ้น
"แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ชั่วคราว 2-3 เดือนเท่านั้น และช่วยปลดล็อกความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น แต่ระยะยาวรัฐต้องหามาตรการมาหนุนการเติบโตต่อเนื่องทั้งภาคการท่องเที่ยว การลงทุน และอุตสาหกรรม เพราะที่ผ่านมาเราปล่อยให้เศรษฐกิจซบเซาลากยาวเกินไป ชาวบ้านไม่มีเงินใช้จ่าย ร้านค้ามียอดขายลดและซื้อของเข้าร้านน้อยลง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่"
แอลจีแนะรัฐเร่งสางปัญหาท่องเที่ยว-ส่งออก
นายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “แอลจี” เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ตามต้องการให้รัฐบาลดำเนินมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว









