เดือนต.ค.-พ.ย.ตลาดหุ้นทรงตัว...และปรับขึ้นในเดือนธ.ค.
จากการศึกษาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสำหรับไตรมาส 4 ย้อนหลังในช่วงปี 2005-2013 พบว่าในเดือนต.ค.-พ.ย.จำนวนปีที่หุ้นขึ้นจะเท่ากับ 5-6 ปีในทั้งหมด 9 ปี หรือคิดเป็น Probability 56-67% แต่ในเดือนธ.ค.จำนวนปีที่หุ้นขึ้นเพิ่มเป็น 7 ปี หรือมี Probability สูงถึง 78% ซึ่งคาดว่าจะมาจาก 1) แรงซื้อจากกองทุน LTF ไปใช้ในการลดหย่อนภาษี และ 2) มีความหวังว่าเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้าจะดีกว่าปีปัจจุบัน (Positive Expectation for Future)
อย่างไรก็ตาม ในเดือนม.ค.จะเป็นเดือนที่ Probability ของหุ้นลง 60% เมื่อพิจารณาในช่วงปี 2005-2014 (จำนวนปีที่หุ้นลง 6 ปี และหุ้นขึ้น 4 ปี)
เดือนก.พ.โอกาสหุ้นขึ้นมีสูง และให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบ 10 ปี เดือนที่ตลาดหุ้นไทยมี Probabilityปรับขึ้นสูงถึง 70-80% คือ เดือนก.พ., เม.ย., ก.ค., ก.ย. และธ.ค. โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 1-3.5% โดยเดือนที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบ 10 ปี คือ ก.พ.(+3.5%)
การกำหนดกลยุทธ์ตามสถิติ เมื่อพิจารณาตัวเลขสถิติในตารางด้านล่าง ผนวกกับพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ดีขึ้นในปี 2558 กล่าวคือ จากระดับ 1.5-1.6% ในปี 2557 เป็น 4-5% ในปี 2558 และกำไรบริษัทจดทะเบียนขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นเป็น 14% จาก 9% ในปีนี้ (ตัวเลขประมาณการของ DBS Vickers Thailand) เห็นว่าเรายังสามารถ “ถือ หรือ เลือกซื้อ” หุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.เพื่อหวังการปรับขึ้นในเดือนธ.ค.ได้ แต่ในเดือนธ.ค.อาจต้องมีการแบ่งขายทำกำไรออกไปบางส่วนถ้าหุ้นปรับขึ้นแรง แล้วค่อยไปหาจังหวะซื้อกลับอีกครั้งในต้นปีหน้า เพื่อหวังผลตอบแทนในช่วงก.พ.-เม.ย.
ข้อควรระวัง ทิศทางตลาดหุ้นไทยที่จะเป็นไปในไตรมาส 4 ปีนี้ และในปี 2558 อาจไม่เป็นไปตามหลักสถิติก็ได้ ดังนั้นในการลงทุนก็ต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ & กำไรภาคธุรกิจ, Valuation ของหุ้น & ตลาด และการเคลื่อนย้ายของ Fund Flow อันเนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ฯลฯ ประกอบการลงทุนด้วย









